ปิดช่องโหว่เกราะป้องกันไซเบอร์: ทำไมข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามจึงสำคัญกว่าที่คิด

ปิดช่องโหว่เกราะป้องกันไซเบอร์: ทำไมข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามจึงสำคัญกว่าที่คิด

โลกดิจิทัลทุกวันนี้ เต็มไปด้วยภัยคุกคามที่มองไม่เห็น การโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และสร้างความเสียหายได้มหาศาล

การป้องกันเพียงแค่การตั้งรับคงไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่องค์กรและประเทศต่างๆ ต้องการคือ ข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคาม (CTI – Cyber Threat Intelligence) ที่แม่นยำและลึกซึ้ง

ความสำคัญของข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามที่แท้จริง

ลองนึกภาพว่ากำลังปกป้องป้อมปราการ การรู้แค่ว่ามีศัตรูอยู่ข้างนอกนั้นไม่พอ คุณต้องรู้ว่าศัตรูคือใคร มาจากไหน มีอาวุธอะไร และจะโจมตีเมื่อไหร่และด้วยวิธีใด

นี่คือหน้าที่ของ CTI ซึ่งไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูลทั่วไปจากแหล่งเปิด (ที่เรียกกันว่า OSINT – Open Source Threat Intelligence)

OSINT มีประโยชน์สำหรับความตระหนักรู้เบื้องต้น แต่มักจะขาดความเฉพาะเจาะจง ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นแบบกว้างๆ หรือย้อนหลังไปแล้ว

สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ ข้อมูลข่าวกรองเชิงรุก ที่สามารถคาดการณ์และรับมือกับภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ ช่วยให้เตรียมพร้อมรับมือได้ก่อนที่จะสายเกินไป

ช่องว่างในการป้องกันไซเบอร์ที่หลายคนมองข้าม

น่าแปลกที่ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในยุโรป กลับพบว่ามีการพึ่งพา CTI จากผู้ให้บริการรายใหญ่ที่มักจะมาจากสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก

การพึ่งพิงนี้สร้างช่องว่างและปัญหาหลายประการ

ประการแรก เรื่อง อธิปไตยทางข้อมูล ข้อมูลสำคัญขององค์กรและประชาชนในยุโรป อาจถูกประมวลผลหรือจัดเก็บนอกเขตอำนาจของตน ทำให้เกิดความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคง

ประการที่สองคือเรื่อง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ อย่าง GDPR ที่เข้มงวดของยุโรป การใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกอาจทำให้การรักษากฎระเบียบเป็นเรื่องซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการจากต่างประเทศอาจมี ลำดับความสำคัญของภัยคุกคาม ที่แตกต่างกัน พวกเขาอาจมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหรือผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก

สิ่งนี้ทำให้ ภัยคุกคามเฉพาะทาง ที่เจาะจงภูมิภาค ภาษา หรือบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรป อาจไม่ได้รับความสนใจ หรือถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริง

ทำไมการสร้างศักยภาพภายในจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การพึ่งพาภายนอกมากเกินไป ไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคง แต่ยังขัดขวางการพัฒนา ศักยภาพด้านไซเบอร์ ของตนเองอีกด้วย

การมี CTI ที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศ หรือภายในภูมิภาค จะช่วยให้เข้าใจภัยคุกคามในบริบทที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งด้านวัฒนธรรม ภาษา และแนวโน้มเฉพาะทาง

สิ่งนี้จะนำไปสู่การสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งและปรับแต่งมาเพื่อความต้องการของตนเองโดยเฉพาะ

การลงทุนในการพัฒนา CTI ของตนเอง ยังเป็นการส่งเสริม นวัตกรรม และสร้าง บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ในประเทศอีกด้วย

นับเป็นการสร้าง ความมั่นคงทางดิจิทัล อย่างยั่งยืนและครบวงจร

อนาคตของการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์จึงต้องพึ่งพา ข้อมูลข่าวกรอง ที่ไม่ใช่แค่การรับรู้ แต่เป็นการทำความเข้าใจเชิงลึกและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

การลงทุนในความสามารถด้านนี้ จะช่วยให้แต่ละภูมิภาคสามารถสร้างเกราะป้องกันที่มั่นคง แข็งแกร่ง และเป็นอิสระ เพื่อรับมือกับความท้าทายในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว