
เข้าใจจราจรเครือข่ายปกติ: กุญแจสู่ความปลอดภัยไซเบอร์ด้วย Wireshark
ทำไมต้องรู้จัก “จราจรเครือข่ายปกติ”
ในโลกไซเบอร์ที่เต็มไปด้วยภัยคุกคาม การเข้าใจพฤติกรรม “ปกติ” ของเครือข่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ลองนึกภาพว่าเรากำลังเฝ้าระวังบ้าน แต่ไม่รู้ว่าปกติคนในบ้านทำอะไรบ้าง เดินไปทางไหน เมื่อไหร่ นั่นจะทำให้ยากมากที่เราจะรู้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาเมื่อไหร่ หรือมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
เช่นเดียวกันกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การรู้ว่าข้อมูลอะไรวิ่งเข้าออก พอร์ตไหนถูกใช้งานบ่อย โปรโตคอลไหนมีการสื่อสารกันเป็นประจำ ถือเป็น รากฐานสำคัญ ในการตรวจจับความผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงการโจมตีหรือมัลแวร์ที่แอบแฝงตัวอยู่
เมื่อคุณเข้าใจว่าเครือข่ายของคุณทำงานอย่างไรในสภาพปกติ คุณจะสามารถระบุการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่อาจเป็น สัญญาณเตือนภัย ได้ทันที เช่น มีการเชื่อมต่อที่ไม่รู้จักไปยังเซิร์ฟเวอร์แปลกๆ มีปริมาณข้อมูลส่งออกสูงผิดปกติ หรือมีการพยายามเข้าถึงไฟล์ที่ปกติไม่มีใครแตะต้อง
สิ่งเหล่านี้คือเบาะแสสำคัญที่นักความปลอดภัยไซเบอร์ต้องจับตาดูอยู่เสมอ
Wireshark: แว่นขยายที่มองเห็นการสื่อสารของข้อมูล
เมื่อพูดถึงการเฝ้าระวังและวิเคราะห์จราจรเครือข่าย ชื่อแรกๆ ที่มักจะถูกพูดถึงคือ Wireshark
Wireshark ไม่ใช่แค่โปรแกรมทั่วไป แต่มันคือ เครื่องมือวิเคราะห์แพ็กเก็ต ระดับโลกที่ช่วยให้เราสามารถ “มองเห็น” สิ่งที่ข้อมูลพูดคุยกันได้แบบเรียลไทม์
มันทำงานโดยการดักจับข้อมูลทุกชิ้นที่วิ่งผ่านการ์ดเครือข่ายของคุณ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงไฟล์ขนาดใหญ่ที่กำลังถูกดาวน์โหลด
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกแสดงผลออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ทำให้เราสามารถตรวจสอบ ทุกรายละเอียด ของแพ็กเก็ต ตั้งแต่ต้นทาง ปลายทาง โปรโตคอลที่ใช้ ไปจนถึงเนื้อหาภายในแพ็กเก็ตนั้นๆ
เปรียบเหมือนการมีกล้องวงจรปิดที่สามารถซูมเข้าไปดูรายละเอียดของทุกๆ การเคลื่อนไหวในบ้าน พร้อมบันทึกหลักฐานไว้ได้อย่างครบถ้วน
สำรวจโลกของ Wireshark เบื้องต้น
การเริ่มต้นใช้งาน Wireshark ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการ เลือกอินเทอร์เฟซ หรือการ์ดเครือข่ายที่คุณต้องการจะดักจับข้อมูล เช่น Wi-Fi หรือ Ethernet จากนั้นก็กดปุ่มเริ่ม จับภาพข้อมูล (Start Capture) เพียงเท่านี้ Wireshark ก็จะเริ่มแสดงข้อมูลที่วิ่งผ่านอินเทอร์เฟซนั้นๆ ทันที
เมื่อจับภาพข้อมูลมาได้จำนวนหนึ่ง หน้าจอของ Wireshark จะเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย การจะค้นหาสิ่งที่ต้องการท่ามกลางข้อมูลมหาศาลนี้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพา ตัวกรองข้อมูล (Filter)
มีตัวกรองอยู่สองประเภทหลักๆ คือ Capture Filter ใช้เพื่อกรองข้อมูลตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้จับภาพ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บลงได้มาก และ Display Filter ใช้สำหรับกรองข้อมูลที่จับภาพมาแล้ว เพื่อแสดงเฉพาะข้อมูลที่คุณสนใจ
ตัวอย่าง Display Filter ยอดนิยม เช่น http เพื่อดูเฉพาะข้อมูลเว็บ หรือ dns เพื่อดูการสอบถามชื่อโดเมน หรือ ip.addr == 192.168.1.100 เพื่อดูการสื่อสารกับ IP แอดเดรสเฉพาะ
การทำความเข้าใจ โปรโตคอล ต่างๆ เช่น TCP, UDP, ICMP, HTTP, HTTPS, DNS ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละโปรโตคอลมีบทบาทและลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันไป การเจาะลึก รายละเอียดแพ็กเก็ต ในแต่ละชั้นข้อมูล (Layers) จะช่วยให้คุณเห็นว่าข้อมูลถูกห่อหุ้มและส่งผ่านเครือข่ายอย่างไร
สร้างฐานข้อมูล “ปกติ” สำหรับเครือข่ายคุณ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ Wireshark เพื่อความปลอดภัยคือการสร้าง Baseline หรือฐานข้อมูลพฤติกรรม “ปกติ” ของเครือข่ายคุณ
เครือข่ายแต่ละแห่งมีลักษณะเฉพาะ การจราจรปกติในบ้านอาจต่างจากในสำนักงาน หรือในศูนย์ข้อมูลอย่างสิ้นเชิง
การใช้เวลาสังเกตและเรียนรู้ว่าอะไรคือการจราจรปกติ เช่น จำนวน DNS query เฉลี่ยต่อนาที, รูปแบบการเชื่อมต่อ HTTP และ HTTPS ของผู้ใช้งาน, หรือปริมาณการใช้งาน DHCP และ ARP จะช่วยให้คุณมีข้อมูลอ้างอิง
เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น เช่น มีการสื่อสารกับพอร์ตแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือมีอุปกรณ์ที่ปกติไม่ส่งข้อมูลออกนอกเครือข่าย กลับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลออกไป นั่นคือสัญญาณที่ต้องลงไปตรวจสอบอย่างละเอียด
การฝึกฝนและทำความคุ้นเคยกับ Wireshark อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยพัฒนาทักษะในการระบุและตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้เครือข่ายของคุณปลอดภัยยิ่งขึ้น