
SAST: เกราะป้องกันโค้ดแบบไม่ต้องรัน โปรแกรมยังไม่เป็นรูปเป็นร่างก็ปลอดภัยได้
ลองจินตนาการว่ากำลังสร้างบ้านสักหลัง สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบแบบแปลน โครงสร้าง และวัสดุ ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มก่อสร้างจริง เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านจะแข็งแรง ปลอดภัย และไม่มีข้อบกพร่อง การพัฒนาซอฟต์แวร์ก็เช่นกัน แทนที่จะรอให้โปรแกรมสร้างเสร็จแล้วค่อยหาช่องโหว่ เราสามารถตรวจจับปัญหาได้ตั้งแต่ตอนที่โค้ดยังเป็นแค่ชุดคำสั่ง นั่นคือบทบาทของ SAST
SAST หรือ Static Application Security Testing เป็นเทคนิคการตรวจสอบความปลอดภัยของแอปพลิเคชันที่วิเคราะห์ Source code, Bytecode หรือ Binary code โดยไม่จำเป็นต้องรันโปรแกรมนั้นๆ พูดง่ายๆ คือมันมองหาจุดอ่อนในโค้ดดิ้งตั้งแต่โปรแกรมยัง “อยู่เฉยๆ” ไม่ได้กำลังทำงานอยู่
SAST คืออะไร และสำคัญแค่ไหน
SAST ทำงานเหมือนเครื่องตรวจจับเอ็กซเรย์ที่ส่องทะลุเนื้อโค้ดเพื่อค้นหารูปแบบหรือโครงสร้างที่อาจนำไปสู่ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่รู้จักกันดี ตัวอย่างเช่น SQL Injection, Cross-Site Scripting (XSS), Buffer Overflows หรือแม้แต่การจัดการข้อมูลที่อาจไม่ปลอดภัย
แนวคิดเบื้องหลัง SAST คือการ “Shift Left” หรือการย้ายการตรวจสอบความปลอดภัยไปอยู่ในขั้นตอนแรกๆ ของวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDLC) การค้นพบและแก้ไขข้อผิดพลาดตั้งแต่ต้นทาง ย่อมดีกว่าและประหยัดกว่าการที่ต้องมาแก้ไขทีหลัง เมื่อโปรแกรมถูกนำไปใช้งานจริงแล้ว
ข้อดีของการใช้ SAST ในการพัฒนาซอฟต์แวร์
การนำ SAST เข้ามาใช้ในกระบวนการพัฒนา มีข้อดีหลายประการ อย่างแรกคือการ ตรวจจับตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมหาศาล เพราะการแก้โค้ดตอนที่ยังเป็นเพียงแบบร่างนั้นง่ายกว่าตอนที่มันกลายเป็นระบบขนาดใหญ่ไปแล้ว
นอกจากนี้ SAST ยังสามารถ ครอบคลุมโค้ดทั้งหมด ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นโค้ดที่เขียนขึ้นมาใหม่ หรือโค้ดเก่าที่นำกลับมาใช้ซ้ำ และด้วยลักษณะการทำงานที่ไม่ต้องรันโปรแกรม ทำให้มันสามารถทำงานได้อย่าง รวดเร็ว และสามารถ ผนวกเข้ากับระบบ CI/CD (Continuous Integration/Continuous Delivery) ได้อย่างราบรื่น ช่วยให้นักพัฒนาได้ผลลัพธ์การตรวจสอบแทบจะทันทีที่โค้ดมีการเปลี่ยนแปลง
ข้อจำกัดที่ควรรู้เกี่ยวกับ SAST
แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ SAST ก็มีข้อจำกัดที่ควรทำความเข้าใจ ประการแรกคือเรื่องของ False Positives หรือการแจ้งเตือนผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและยืนยันซ้ำ ซึ่งอาจสร้างความรำคาญใจและลดประสิทธิภาพในการทำงานได้
นอกจากนี้ SAST อาจมีข้อจำกัดในการตรวจจับ ช่องโหว่ที่ซับซ้อน หรือช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนต่างๆ ของระบบ หรือช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเมื่อโปรแกรมถูกรันเท่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่ SAST อาจไม่สามารถตรวจจับได้ทั้งหมด และสุดท้าย เครื่องมือ SAST มักจะ รองรับภาษาโปรแกรมที่เฉพาะเจาะจง ดังนั้นการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับภาษาที่ใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
SAST ทำงานอย่างไร
ขั้นตอนการทำงานของ SAST โดยทั่วไปเริ่มต้นด้วยการที่เครื่องมือจะ สแกนโค้ด ทั้งหมดที่เขียนขึ้น จากนั้นจะทำการ วิเคราะห์โครงสร้างและเส้นทางการทำงานของโค้ด เพื่อค้นหารูปแบบหรือแพทเทิร์นที่ตรงกับรายการช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่รู้จัก
เมื่อพบรูปแบบที่น่าสงสัย เครื่องมือจะทำการ ระบุตำแหน่งและประเภทของช่องโหว่ แล้วสร้าง รายงานผล ให้กับนักพัฒนา รายงานนี้จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถเข้าไปแก้ไขโค้ดได้อย่างตรงจุด ก่อนที่โค้ดนั้นจะถูกนำไปใช้งานจริง ถือเป็นการสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานของซอฟต์แวร์เลยทีเดียว
การทำความเข้าใจ SAST จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ปัจจุบัน ที่ความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องใส่ใจตั้งแต่เริ่มต้น