
เจาะลึกภัยเงียบ: การโจมตี Cloud Identity ที่ทิ้งร่องรอยไว้เบื้องหลัง
ในยุคที่ทุกองค์กรหันมาใช้ระบบคลาวด์กันอย่างแพร่หลาย การบริหารจัดการ Identity หรือตัวตนของผู้ใช้งานและบริการต่าง ๆ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัย แต่รู้หรือไม่ว่าการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปที่ Cloud Identity นั้นซับซ้อนกว่าที่คิด และมักจะทิ้ง “ร่องรอยการเข้าถึงที่ซ่อนอยู่” เอาไว้ ทำให้การแก้ไขปัญหาแบบผิวเผินไม่เพียงพอ
แค่เปลี่ยนรหัสผ่าน…พอจริงหรือ?
เมื่อมีการตรวจพบว่าบัญชีผู้ใช้งานในระบบคลาวด์ถูกบุกรุก สิ่งแรกที่เรามักจะทำคือการ เปลี่ยนรหัสผ่าน หรือ ระงับบัญชี นั้นชั่วคราว แต่บ่อยครั้งที่การกระทำเหล่านี้กลับไม่สามารถหยุดยั้งผู้โจมตีได้อย่างแท้จริง นั่นเพราะผู้บุกรุกมักจะสร้างกลไกการเข้าถึงที่ซ่อนไว้เบื้องหลัง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับเข้ามาในระบบได้อีกครั้ง แม้จะมีการ “ทำความสะอาด” ไปแล้วก็ตาม
เริ่มต้นจากการที่ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบได้ อาจจะผ่านการหลอกลวงแบบ Phishing การใช้ข้อมูลรับรองที่รั่วไหล หรือการใช้ประโยชน์จาก การตั้งค่าที่ผิดพลาด (Misconfiguration) เมื่อเข้ามาได้แล้ว พวกเขาไม่ได้แค่ใช้บัญชีนั้น ๆ เท่านั้น แต่จะเริ่มฝังรากเพื่อการเข้าถึงที่ยั่งยืนในอนาคต
กลไกซ่อนเร้นที่ผู้โจมตีใช้ฝังตัว
ผู้โจมตีมีความชำนาญในการใช้ประโยชน์จากความซับซ้อนของระบบคลาวด์ เพื่อสร้างช่องทางลับในการเข้าถึง กลไกที่พบบ่อยได้แก่:
ผู้บุกรุกอาจทำการ แก้ไขบัญชีผู้ใช้หรือบัญชีบริการ (Service Principal) ที่มีอยู่ เช่น เพิ่มข้อมูลรับรองใหม่ (credential) อย่าง คีย์ API (API Keys) หรือ ใบรับรอง (Certificates) เข้าไป หรืออาจเปลี่ยนบทบาท (Role) ของบัญชีเหล่านั้นให้มีสิทธิ์สูงขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงระบบได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้รหัสผ่านเดิมอีกต่อไป
อีกวิธีคือการสร้างหรือแก้ไข การลงทะเบียนแอปพลิเคชัน (Application Registrations) ที่เป็นอันตราย พวกเขาสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอมที่มีสิทธิ์สูง หรือแก้ไขแอปที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้มันสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญในคลาวด์ได้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถควบคุมแอปนั้นและใช้มันเป็นทางเข้า
นอกจากนี้ การเชิญ ผู้ใช้ภายนอกหรือบัญชีแขก (External/Guest Accounts) เข้ามาในองค์กรด้วยสิทธิ์ที่มากเกินจำเป็น ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ผู้โจมตีใช้เพื่อสร้างช่องทางลับ ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากภายนอก
การสร้าง บทบาทที่กำหนดเอง (Custom Roles) ที่มีสิทธิ์สูงเกินไป หรือการแก้ไขบทบาทที่มีอยู่ให้มีสิทธิ์มากผิดปกติ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้โจมตีรักษาการเข้าถึงได้อย่างถาวร
ทำไมการ ‘ล้างบาง’ แบบผิวเผินถึงไร้ผล
การแก้ไขปัญหาโดยมุ่งเน้นแค่จุดที่ถูกโจมตีในตอนแรกนั้น มักจะไม่ครอบคลุมถึงกลไกการเข้าถึงที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ ทีมรักษาความปลอดภัยอาจจะเปลี่ยนรหัสผ่านและปิดช่องโหว่ที่เห็นได้ชัด แต่พลาดที่จะตรวจสอบร่องรอยการเข้าถึงที่ลึกกว่านั้น ซึ่งฝังอยู่ในการตั้งค่า Identity และ Access Management (IAM) ของระบบคลาวด์ ความซับซ้อนของการตั้งค่าสิทธิ์และการเชื่อมโยงของบริการต่าง ๆ ทำให้การค้นหาและกำจัดช่องทางเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย
แนวทางป้องกันและแก้ไขที่แท้จริง
เพื่อป้องกันและแก้ไขการโจมตี Cloud Identity อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจำเป็นต้องมีแนวทางที่ครอบคลุมและรอบด้าน:
เริ่มต้นด้วยการทำ การตรวจสอบความปลอดภัยอย่างครอบคลุม (Comprehensive Audit) เพื่อค้นหาช่องโหว่และร่องรอยการเข้าถึงที่ซ่อนอยู่ ทั้งในส่วนของบัญชีผู้ใช้ บัญชีบริการ การลงทะเบียนแอปพลิเคชัน และบัญชีผู้ใช้ภายนอก
ยึดมั่นใน หลักการให้สิทธิ์น้อยที่สุด (Principle of Least Privilege) โดยให้สิทธิ์การเข้าถึงแก่ผู้ใช้และบริการเท่าที่จำเป็นสำหรับการทำงานเท่านั้น เพื่อจำกัดความเสียหายหากมีการบุกรุกเกิดขึ้น
บังคับใช้ การยืนยันตัวตนหลายชั้น (Multi-Factor Authentication – MFA) สำหรับทุกบัญชี โดยเฉพาะบัญชีที่มีสิทธิ์สูง เพื่อเพิ่มชั้นความปลอดภัยอีกระดับ
ใช้ เครื่องมือตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคาม Identity (Identity Threat Detection & Response – ITDR) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติและการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าที่อาจบ่งชี้ถึงการโจมตี
ทบทวนสิทธิ์และบทบาท ของผู้ใช้งาน แอปพลิเคชัน และบัญชีภายนอกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่ายังคงเป็นไปตามนโยบายความปลอดภัย
และสุดท้าย จัดการ บัญชีฉุกเฉิน (Break-Glass Accounts) อย่างรัดกุม เพื่อใช้ในสถานการณ์วิกฤติเท่านั้น
การปกป้อง Cloud Identity ไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น แต่เป็นการสร้างกลไกป้องกันที่แข็งแกร่งและมองการณ์ไกล เพื่อรับมือกับกลอุบายอันซับซ้อนของผู้โจมตีที่พยายามจะฝังตัวอยู่ในระบบของเราอย่างต่อเนื่อง ความตื่นตัวและการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด