โรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่: ป้อมปราการที่ไร้ประโยชน์ หรือสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้?

โรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่: ป้อมปราการที่ไร้ประโยชน์ หรือสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้?

ยุคแห่งความเข้าใจผิดเรื่อง “Air Gap”

ครั้งหนึ่ง แนวคิดที่ว่า “เครือข่ายของเราถูกปิดจากโลกภายนอก มี Air Gap เราปลอดภัย” เคยเป็นเหมือนพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สำหรับความมั่นคงทางไซเบอร์ในโรงงานอุตสาหกรรมเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 2020

ความคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า หากระบบควบคุมปฏิบัติการ (OT) ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายภายนอก มันก็จะไม่ถูกโจมตีทางไซเบอร์

แต่นั่นเป็นเพียงภาพลวงตาที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไปในโลกปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ทั้ง Industry 4.0, การเชื่อมต่อของอุปกรณ์ IoT ในโรงงาน, การประยุกต์ใช้ AI และ Cloud Computing ไปจนถึงการเข้าถึงระยะไกลเพื่อการบำรุงรักษา

สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) กับระบบปฏิบัติการ (OT) เบลอเลือนลงทุกที การแยกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์จึงกลายเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

จากป้อมปราการสู่สิ่งมีชีวิต: การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น

ลองจินตนาการถึงโรงงานที่ถูกปกป้องเหมือนกับ ป้อมปราการยุคเก่า มีกำแพงที่แข็งแกร่ง (Air Gap) และคูเมืองลึก ถ้าศัตรูบุกเข้ามาไม่ได้ก็ปลอดภัย

แต่หากมีทางเข้าเพียงจุดเดียวที่ถูกค้นพบ หรือมีไส้ศึกแฝงตัวเข้าไปได้ ป้อมปราการทั้งหลังก็จะไร้ความหมาย ความเสียหายจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเพราะไม่มีระบบป้องกันภายใน

นี่คือข้อจำกัดของการป้องกันแบบเดิมๆ

ในทางกลับกัน การปกป้องโรงงานเหมือน สิ่งมีชีวิต จะต่างออกไปมาก

สิ่งมีชีวิตมีระบบภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อน สามารถตรวจจับสิ่งแปลกปลอมได้อย่างรวดเร็ว

มีการสื่อสารภายในที่ไหลลื่น มีความสามารถในการฟื้นตัวและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา

นี่คือแนวคิดที่โรงงานอุตสาหกรรมในยุค 2026 และหลังจากนั้นควรนำมาใช้

กลยุทธ์การป้องกันแบบสิ่งมีชีวิตที่โรงงานต้องมี

เพื่อเปลี่ยนจากป้อมปราการเป็นสิ่งมีชีวิต โรงงานต้องปรับใช้กลยุทธ์ที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น

สิ่งแรกคือ การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ที่ขอบเขตของเครือข่าย แต่ต้องรวมถึงการตรวจสอบกิจกรรมภายในเครือข่าย OT ด้วย

ต้องมี ข่าวกรองภัยคุกคาม (Threat Intelligence) ที่ทันสมัย เพื่อทำความเข้าใจถึงรูปแบบและวิวัฒนาการของ การโจมตีทางไซเบอร์ ที่มุ่งเป้ามายังระบบควบคุมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

จากนั้น ต้องมี การป้องกันเชิงรุก โดยการคาดการณ์และป้องกันการโจมตี ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง

ไม่ใช่แค่รอรับมือเมื่อถูกโจมตีแล้ว

ความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว คือกุญแจสำคัญ

ระบบต้องสามารถทนทานต่อการโจมตีบางส่วน และสามารถกู้คืนกลับมาทำงานได้โดยเร็วที่สุดเพื่อลดผลกระทบต่อการผลิต

ที่สำคัญคือการ หลอมรวมความปลอดภัย IT และ OT เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ทีมนักพัฒนาและวิศวกรความปลอดภัยต้องทำงานร่วมกัน ไม่แบ่งแยกเป็นไซโลอีกต่อไป

สุดท้ายคือการนำหลักการ Zero Trust มาใช้

ไม่เชื่อใจอุปกรณ์ ผู้ใช้ หรือการเชื่อมต่อใดๆ ทั้งภายในและภายนอกเครือข่าย

ต้องมีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอยู่เสมอ

บทบาทสำคัญของความปลอดภัยในอนาคต

การไม่ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรง ไม่ใช่แค่การหยุดชะงักของการผลิต แต่ยังรวมถึงความเสียหายต่ออุปกรณ์ ทรัพย์สิน ความปลอดภัยของพนักงาน และชื่อเสียงขององค์กร

โรงงานที่ยังคงยึดติดกับแนวคิดป้อมปราการจะเปราะบางและเสี่ยงต่อการโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่โรงงานที่ปรับตัวเป็นสิ่งมีชีวิตจะมีความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างชาญฉลาด

การลงทุนใน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนที่จำเป็นเพื่อความยั่งยืนและการเติบโตของธุรกิจในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายทางดิจิทัล