วิศวกรรมพรอมต์: กลิ่นไม่พึงประสงค์ทาง UX

วิศวกรรมพรอมต์: กลิ่นไม่พึงประสงค์ทาง UX

การใช้งาน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก หลายคนอาจคุ้นเคยกับการที่ต้องคิดคำสั่งหรือประโยคที่ซับซ้อน เพื่อให้ AI เข้าใจและสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ กระบวนการนี้เรียกว่า วิศวกรรมพรอมต์ (Prompt Engineering) ซึ่งกำลังถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาด้าน ประสบการณ์ผู้ใช้ หรือ UX Smell ที่ไม่ควรมองข้าม

อะไรคือ “กลิ่น” ในมุมของซอฟต์แวร์?

ในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ คำว่า “Smell” หรือ “กลิ่น” ไม่ได้หมายถึงกลิ่นจริง ๆ

แต่เป็นสำนวนที่ใช้เรียก สัญญาณเตือน หรือ ร่องรอย บางอย่างที่อาจไม่ใช่ข้อผิดพลาดโดยตรง

แต่บ่งชี้ว่ามีปัญหาเชิงโครงสร้าง

หรือข้อบกพร่องในการออกแบบที่แฝงอยู่

ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ขึ้นในอนาคต

หรือทำให้การใช้งานไม่ราบรื่น

การที่ผู้ใช้ต้องกลายเป็น “วิศวกรพรอมต์” เพื่อใช้งาน AI จึงถูกมองว่าเป็น “กลิ่น” ชนิดหนึ่ง

ที่บ่งบอกว่า ประสบการณ์ผู้ใช้ ของแอปพลิเคชัน AI นั้นยังไม่ดีพอ

ภาระที่ผู้ใช้ไม่ควรแบก

วิศวกรรมพรอมต์ คือศาสตร์และศิลป์ในการสร้างชุดคำสั่งหรือ “พรอมต์” ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดจากโมเดล AI

ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ทั่วไปต้องเรียนรู้เทคนิคการตั้งคำถามที่ซับซ้อน

อาจต้องลองผิดลองถูกหลายครั้ง

ใช้คำสั่งเฉพาะ

หรือแม้กระทั่งศึกษา “ภาษา” ที่ AI แต่ละตัวเข้าใจ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้เวลามาก

นี่คือ ภาระทางปัญญา ที่ไม่จำเป็น และขัดแย้งกับหลักการออกแบบ ประสบการณ์ผู้ใช้ ที่ดี

ที่ควรจะทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นธรรมชาติและใช้งานง่ายที่สุด

เมื่อผู้ใช้ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป

ในการสื่อสารกับระบบ ปัญญาประดิษฐ์ ก็ถือเป็นการออกแบบที่ผิดพลาด

เพราะความซับซ้อนควรถูกจัดการอยู่เบื้องหลัง

ไม่ใช่ถูกผลักมาให้ผู้ใช้เผชิญหน้า

ทำไมวิศวกรรมพรอมต์ถึงเป็น “กลิ่นไม่พึงประสงค์”?

การที่ผู้ใช้ต้องเชี่ยวชาญ วิศวกรรมพรอมต์ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงหลายปัญหา:

ประการแรก เพิ่ม ภาระทางปัญญา อย่างมาก ทำให้ผู้ใช้ต้องคิดวิเคราะห์และวางแผนคำสั่งอย่างรอบคอบ

แทนที่จะเพียงแค่ป้อนความต้องการตามธรรมชาติ

ประการที่สอง ลดความ เข้าถึงง่าย ของเทคโนโลยี AI ลง

เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีความรู้หรือเวลาที่จะเรียนรู้เทคนิคเหล่านี้

ทำให้กลุ่มผู้ใช้งานถูกจำกัดอยู่แค่ผู้ที่เข้าใจเรื่อง Prompt Engineering เท่านั้น

ประการที่สาม สร้างความไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน

ผู้ใช้ต้องเสียเวลาลองปรับเปลี่ยนคำสั่งอยู่หลายรอบ กว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

สุดท้าย มันสะท้อนให้เห็นว่าการ ออกแบบแอปพลิเคชัน AI นั้นยังไม่สมบูรณ์

ระบบควรจะฉลาดพอที่จะตีความความต้องการของผู้ใช้ที่ไม่ซับซ้อน

และแปลงเป็นพรอมต์ที่มีประสิทธิภาพได้เองเบื้องหลัง

ใครควรเป็น “วิศวกรพรอมต์” ตัวจริง?

ในอนาคตที่เหมาะสม วิศวกรรมพรอมต์ ไม่ควรเป็นทักษะที่ผู้ใช้ทุกคนต้องมี

บทบาทนี้ควรตกอยู่กับ นักพัฒนา และ นักออกแบบ ที่สร้างแอปพลิเคชัน AI

พวกเขาควรรับผิดชอบในการสร้างระบบที่สามารถ “แปล” คำสั่งทั่วไปของผู้ใช้

ให้เป็นพรอมต์ที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพได้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ตัวโมเดล ปัญญาประดิษฐ์ เองก็ควรได้รับการพัฒนาให้ฉลาดขึ้น

สามารถทำความเข้าใจบริบท ปรับปรุงพรอมต์ภายใน

และตอบสนองต่อคำสั่งที่ไม่สมบูรณ์ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น

เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้การปฏิสัมพันธ์กับ AI เป็นเรื่องง่าย

เหมือนการพูดคุยกับเพื่อนหรือใช้เครื่องมือที่ออกแบบมาอย่างดี

โดยไม่จำเป็นต้องมีคู่มือสอนการออกคำสั่งเฉพาะ

ประสบการณ์การใช้ AI ควรราบรื่น เป็นธรรมชาติ และไม่สร้างความกดดันให้ผู้ใช้งาน

โดยที่ความซับซ้อนทั้งหมดถูกซ่อนไว้ภายใต้การออกแบบที่ยอดเยี่ยม