
ระวังภัยเงียบ: เจาะลึกความเสี่ยงไซเบอร์จากการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก
เมื่อโลกธุรกิจก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง หรือบริการจัดการข้อมูล กลายเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
แต่ความสะดวกสบายเหล่านี้ มักมาพร้อมกับ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ที่หลายองค์กรอาจมองข้ามไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องพึ่งพา ผู้ให้บริการภายนอก
ปัญหาซับซ้อนกว่าที่คิด: ช่องโหว่จากภายนอก
เบื้องหลังการตัดสินใจที่มองข้าม
ลองนึกภาพการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากผู้ขาย ที่มาพร้อมคำสัญญาเรื่องประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และการลดค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจ
คณะผู้บริหารอาจเห็นศักยภาพเหล่านั้นและตกลงใจเลือกใช้บริการ
ทว่า สิ่งหนึ่งที่มักจะถูกวางไว้ท้ายสุด หรืออาจไม่มีอยู่ในวาระการประชุมเลย คือการประเมิน ความปลอดภัยไซเบอร์ ของโซลูชันจากผู้ค้ารายนั้นอย่างละเอียด
ความพึงพอใจในฟีเจอร์ที่น่าดึงดูด ทำให้ละเลยการตรวจสอบรากฐานด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง
ความเข้าใจผิดเรื่องการจัดการความเสี่ยง
องค์กรหลายแห่งอาจมั่นใจว่ามีระบบ การจัดการช่องโหว่ภายใน ที่ดี มีทีมไอทีที่คอยอัปเดตแพตช์และดูแลระบบของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
แต่เรื่องนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการ บริหารความเสี่ยงผู้ค้า (Vendor Risk Management)
การดูแลระบบของเราเองกับการประเมินว่าระบบที่ผู้ขายนำมาเสนอนั้นปลอดภัยแค่ไหน เป็นคนละเรื่องกัน
ความสามารถในการแก้ไขช่องโหว่ในบ้าน ไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจความเสี่ยงที่แฝงมากับโซลูชันของคนอื่น
ทำไมช่องโหว่จากผู้ค้าถึงอันตราย?
ข้อมูลลับที่ไม่ใช่ของเราคนเดียว
เมื่อใช้บริการจากผู้ค้า ข้อมูลสำคัญขององค์กรอาจไปอยู่ในมือหรืออยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ความปลอดภัยของข้อมูล ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของผู้ค้ารายนั้นด้วย
ผู้ค้าบางรายอาจไม่โปร่งใสเรื่อง การละเมิดข้อมูล ที่เคยเกิดขึ้นกับตนเองในอดีต หรืออาจไม่เปิดเผย ช่องโหว่ ที่มีอยู่ในระบบปัจจุบัน
ขณะที่องค์กรผู้ซื้อเอง ก็อาจไม่มีทรัพยากรหรือความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะตรวจสอบสถานะความปลอดภัยของผู้ค้าอย่างละเอียด
สัญญาที่ไม่ครอบคลุมความปลอดภัย
สัญญาทางธุรกิจที่ทำกับผู้ค้า มักจะมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบบริการ คุณสมบัติ และเงื่อนไขทางการค้าเป็นหลัก
แต่รายละเอียดเกี่ยวกับ ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย, การเป็นเจ้าของข้อมูล, หรือ แผนการรับมือเมื่อเกิดการโจมตีไซเบอร์ มักถูกละเลยหรือไม่ระบุไว้อย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility Model) โดยเฉพาะในบริการแบบ SaaS มักจะสร้างความสับสนและไม่ชัดเจน ทำให้ไม่รู้ว่าใครต้องรับผิดชอบอะไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
ป้องกันได้อย่างไร: ก้าวสู่การบริหารความเสี่ยงที่ชาญฉลาด
ตั้งคำถามให้ถูกจุด
ก่อนตัดสินใจทำสัญญากับผู้ค้า ควรตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับ มาตรการความปลอดภัย ของพวกเขาอย่างจริงจัง
สอบถามเรื่อง นโยบายการเก็บข้อมูล, การเข้าถึงข้อมูล, แผนการกู้คืนระบบ (Disaster Recovery) และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน
ความปลอดภัยต้องมาคู่สัญญาทุกฉบับ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการผนวก ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เข้าไปใน สัญญา ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเจรจา
ระบุให้ชัดเจนถึงการ แจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ละเมิด, การอนุญาตให้ ตรวจสอบความปลอดภัย (Security Audit) เป็นระยะ และการกำหนด ขอบเขตความรับผิดชอบ ของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน
การพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้ให้บริการภายนอกเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกปัจจุบัน
ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักถึง การบริหารความเสี่ยงผู้ค้า และ ความปลอดภัยไซเบอร์ อย่างเข้มแข็ง จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้อง ข้อมูล และรักษา ชื่อเสียงองค์กร ให้มั่นคงท่ามกลางภัยคุกคามที่นับวันยิ่งซับซ้อนขึ้น