
คลี่ม่านบังตา: AI กำลังไปไหน ทำไมยังไม่ “ครองโลก” อย่างที่คิด
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างก้าวกระโดด จากการเป็นแนวคิดในนิยายวิทยาศาสตร์ สู่เครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ได้อย่างน่าทึ่ง และดูเหมือนว่า AI จะฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ แบบก้าวกระโดด จนหลายคนเริ่มคิดว่ามันกำลังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในพริบตา
แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในหลาย ๆ อุตสาหกรรมยังคงดำเนินไปอย่างช้า ๆ ไม่ได้รวดเร็วทันใจอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ ปรากฏการณ์นี้เกิดจากอะไรกันแน่?
พลังขับเคลื่อนแห่งปัญญาประดิษฐ์: AI ก้าวไกลแค่ไหน
ต้องยอมรับว่าพัฒนาการของ AI นั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและน่าทึ่ง ระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติอย่าง GPT-3 หรือเครื่องมือสร้างภาพจากข้อความอย่าง Midjourney แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด AI สามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ มากมาย
มันเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่มีพลังมหาศาล พร้อมที่จะขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าด้วยความเร็วเหนือแสง ศักยภาพของ ปัญญาประดิษฐ์ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ ทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินใจ หรือแม้แต่การสร้างสรรค์ศิลปะ
เทคโนโลยีนี้เข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องทดลองอีกต่อไป แต่ผู้คนทั่วไปก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ทำให้หลายคนคาดหวังว่า AI จะเข้ามาพลิกโฉมวงการต่าง ๆ ได้ในทันที
แรงดึงดูดของโลกเก่า: สิ่งที่ฉุดรั้ง AI ไว้
ในขณะที่ AI มีพลังมหาศาลขับเคลื่อนไปข้างหน้า กลับมี “แรงดึงดูด” บางอย่างที่คอยฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลงไว้ เปรียบเสมือนโลกเก่าที่ยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ ซึ่งเราจะเรียกว่า แรงเฉื่อยเชิงสถาบัน (Institutional Gravity) แรงเฉื่อยนี้ไม่ได้มีเพียงสาเหตุเดียว แต่ประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ชะลอการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง
ปัจจัยสำคัญคือเรื่องของ กฎระเบียบข้อบังคับ กฎหมายและนโยบายต่าง ๆ มักตามไม่ทันการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้เกิดช่องว่างและความไม่ชัดเจนในการใช้งาน AI โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและจริยธรรม
นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กร ก็มีส่วนสำคัญ องค์กรหลายแห่งยังคงยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิม ๆ การเปลี่ยนแปลงย่อมนำมาซึ่งความไม่คุ้นเคยและความกังวล โดยเฉพาะความกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์
โครงสร้างพื้นฐาน ก็เป็นอีกอุปสรรค ระบบเก่าที่ซับซ้อน ข้อมูลที่ไม่เป็นระเบียบ และการขาดบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้าน ล้วนเป็นสิ่งที่ขัดขวางการผสานรวม AI เข้าไปในระบบเดิมได้
รวมถึง รูปแบบธุรกิจเดิม ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ก็ไม่ง่ายที่จะปรับเปลี่ยน การลงทุนกับ AI ที่ยังไม่เห็นผลตอบแทนชัดเจน ย่อมมีความเสี่ยงที่ธุรกิจจะลังเลใจ
ทำไม AI ยังไม่ “กินโลก” ทั้งใบ
จากปัจจัยที่กล่าวมา ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างสิ่งที่ AI สามารถทำได้จริง กับสิ่งที่ AI ถูกนำมาใช้งานจริงในปัจจุบัน เราจึงยังไม่เห็น AI เข้ามา “ครองโลก” อย่างที่หลายคนเคยจินตนาการไว้ เพราะแรงขับเคลื่อนมหาศาลของเทคโนโลยีถูกถ่วงด้วยแรงเฉื่อยเชิงสถาบัน
นี่คือความท้าทายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การพัฒนา AI ให้ฉลาดขึ้น แต่เป็นการหาวิธีที่จะลด แรงเฉื่อยเชิงสถาบัน เหล่านี้ลง เพื่อให้ AI สามารถผสานรวมเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
การทำความเข้าใจถึงแรงดึงและแรงผลักนี้เป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนา AI เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมาพร้อมกับการปรับตัวของทั้งสังคม องค์กร และแม้แต่ตัวบุคคลเอง
ก้าวต่อไป: เมื่อ AI ต้องผสานเข้ากับโลกจริง
อนาคตของการใช้ AI จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการ แรงเฉื่อยเชิงสถาบัน เหล่านี้ต่างหาก
ในทศวรรษหน้า ความสำเร็จจะตกเป็นขององค์กรและบุคคลที่สามารถนำพา AI เข้ามาปรับใช้ได้อย่างชาญฉลาด โดยไม่ละเลยปัจจัยด้านกฎระเบียบ วัฒนธรรม หรือโครงสร้างพื้นฐาน
การสร้างความเข้าใจ การฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ การพัฒนากฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่น และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และนักพัฒนา จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ ปัญญาประดิษฐ์ ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ และเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแท้จริงในที่สุด