
โลกการทำงานที่เปลี่ยนไป: เมื่อดิจิทัลเข้ามา “แตกบริษัท” ออกเป็นส่วนๆ
เคยสังเกตไหมว่าบริษัทใหญ่ๆ สมัยนี้มักจะไม่ได้ทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป? ตั้งแต่การทำความสะอาดสำนักงานไปจนถึงงานไอทีที่ซับซ้อน หรือแม้แต่การผลิตสินค้าบางอย่าง ก็มักจะถูกจ้างให้บริษัทภายนอกเป็นคนจัดการ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแนวโน้มสำคัญที่เรียกว่า “Fissured Workplace” หรือที่อาจแปลได้ว่า “ที่ทำงานแบบแยกส่วน” ซึ่งเกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัล
มันคือการที่บริษัทหลักๆ เลือกที่จะมุ่งเน้นเฉพาะ ธุรกิจหลัก ที่สร้างมูลค่าจริงๆ ให้กับตนเอง
ส่วนงานที่ไม่ใช่แกนหลัก จะถูก แยกออก ไปจ้างบริษัทอื่น ลูกจ้างคนอื่น หรือแม้แต่นักทำงานอิสระเข้ามาดูแลแทน
เมื่อบริษัทเปลี่ยนโฉม: จากองค์กรเดียวสู่เครือข่ายงาน
ในอดีต บริษัทมักจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหลากหลายแผนกทำงานอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้เปลี่ยนไปมาก
บริษัทต่างๆ เริ่มมองหาวิธีที่จะลดต้นทุน เพิ่มความยืดหยุ่น และเข้าถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ง่ายขึ้น
การจ้างงานภายนอก หรือ Outsourcing จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ
ลองนึกภาพบริษัทผลิตเสื้อผ้า ที่แต่ก่อนมีโรงงานเป็นของตัวเอง มีพนักงานตัดเย็บ พนักงานออกแบบ พนักงานขาย ครบวงจร
แต่ตอนนี้บริษัทเหล่านี้อาจจะเหลือแค่พนักงานออกแบบและวางแผนการตลาดเท่านั้น ส่วนการตัดเย็บทั้งหมดถูกจ้างโรงงานอื่นในต่างประเทศ
งานบริการลูกค้า การขนส่ง หรือแม้แต่งานบริหารจัดการด้านไอที ก็สามารถถูกจ้างให้บริษัทเฉพาะทางมารับผิดชอบได้ทั้งหมด
นี่คือการที่องค์กรค่อยๆ “แตกตัว” ออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ และนำมาร้อยเรียงกันใหม่ผ่านสัญญาและข้อตกลง
อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัล: ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง
ไม่มีอะไรจะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ได้รวดเร็วเท่ากับอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัล
อินเทอร์เน็ตทำให้การสื่อสารและการประสานงานกับผู้รับจ้างภายนอกทำได้ง่ายดาย ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหนก็ตาม
แพลตฟอร์มดิจิทัล ต่างๆ ช่วยให้บริษัทสามารถค้นหา แรงงานอิสระ หรือบริษัทคู่ค้าจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างรวดเร็ว
ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) และ ซอฟต์แวร์บริการ (SaaS) ก็ทำให้การบริหารจัดการงานที่กระจายตัวทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อมูลไหลเวียนได้สะดวก การติดตามความคืบหน้าของโปรเจกต์ทำได้แบบเรียลไทม์
สิ่งเหล่านี้ทำให้บริษัทไม่ต้องลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานหรือพนักงานประจำมากเท่าเดิมอีกแล้ว
ผลกระทบต่อโลกการทำงานและคนทำงาน
สำหรับบริษัทแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นข้อดีหลายอย่าง ทั้งการ ลดต้นทุน การเพิ่ม ความยืดหยุ่น ในการดำเนินงาน และการสามารถ มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญหลัก ได้อย่างเต็มที่
แต่ในมุมของคนทำงาน สิ่งนี้มีทั้งด้านบวกและด้านลบ
ด้านบวกคือโอกาสในการทำงานแบบอิสระ หรือ Gig Economy ที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้คนสามารถเลือกงานที่หลากหลาย และจัดตารางชีวิตได้เอง
แต่ด้านลบที่สำคัญคือพนักงานในส่วนที่ถูกแยกออกไป มักจะได้รับ ค่าจ้างที่ต่ำกว่า สวัสดิการน้อยลง และ ความมั่นคงทางอาชีพลดลง
ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลายเป็นการ “ความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์” มากกว่า “ความสัมพันธ์แบบพนักงาน” ทำให้ขาดการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เคยมี
อนาคตของงานในยุคดิจิทัล
การเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงดำเนินต่อไป และมีแนวโน้มที่จะรวดเร็วขึ้นไปอีกเมื่อเทคโนโลยีอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ระบบอัตโนมัติ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
งานบางอย่างที่เคยคิดว่าเป็นแกนหลักขององค์กร ก็อาจถูกแยกออกไปหรือถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ในอนาคตอันใกล้
โลกของการทำงานกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ทุกคนต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ต้องเรียนรู้วิธีบริหารจัดการเครือข่ายงานที่ซับซ้อน หรือคนทำงานที่ต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อตอบรับกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว