
ความแม่นยำของ AI: สำคัญแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่ต้องระวัง?
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบแนะนำสินค้า การตรวจจับใบหน้า หรือแม้แต่การวินิจฉัยโรค หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “ความแม่นยำ” (Accuracy) ที่มักถูกนำมาใช้วัดประสิทธิภาพของ AI
แต่รู้หรือไม่ว่า แม้ความแม่นยำจะดูเป็นตัวชี้วัดที่ตรงไปตรงมาและเข้าใจง่าย ทว่าในบางสถานการณ์ มันกลับเป็นค่าที่ หลอกตา และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
ความแม่นยำคืออะไรกันแน่?
ความแม่นยำในบริบทของ AI หมายถึง อัตราส่วนของการทำนายที่ถูกต้องทั้งหมด เทียบกับจำนวนการทำนายทั้งหมดที่ AI ได้ทำไป
ลองนึกภาพว่า AI กำลังพยายามแยกแยะรูปภาพแมวกับสุนัข ถ้า AI ทำนายถูกต้อง 90 ครั้ง จากทั้งหมด 100 ครั้ง ความแม่นยำของมันก็จะอยู่ที่ 90% นั่นเอง
โดยปกติแล้ว การทำนายที่ถูกต้อง แบ่งออกเป็นสองแบบหลักๆ คือ
การทำนายว่า “ใช่” และผลลัพธ์จริง “ใช่” ซึ่งเรียกว่า True Positive
และการทำนายว่า “ไม่ใช่” และผลลัพธ์จริง “ไม่ใช่” ซึ่งเรียกว่า True Negative
ความแม่นยำจึงเป็นการรวมผลลัพธ์ที่ถูกต้องทั้งสองแบบนี้เข้าด้วยกัน
ทำไมความแม่นยำถึงเป็นตัวชี้วัดยอดนิยม?
เหตุผลง่ายๆ คือมัน เข้าใจง่าย และ สื่อสารได้ตรงไปตรงมา คนทั่วไปสามารถเห็นตัวเลข 80% หรือ 95% แล้วเข้าใจได้ทันทีว่า AI นั้น “เก่ง” แค่ไหน ทำให้มันกลายเป็นมาตรฐานแรกๆ ที่ถูกหยิบมาใช้ในการประเมินโมเดล AI
ข้อควรระวังเมื่อใช้ความแม่นยำเป็นเกณฑ์เดียว
แม้จะดูดี แต่ความแม่นยำมีจุดอ่อนสำคัญเมื่อต้องเจอกับ ข้อมูลที่ไม่สมดุล (Imbalanced Dataset)
ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ AI ถูกฝึกให้ตรวจจับโรคหายาก ที่มีผู้ป่วยเพียง 1% ของประชากรทั้งหมด
หาก AI ตัวนี้ “เดา” ว่า “ไม่มีใครเป็นโรค” ในทุกๆ กรณี ความแม่นยำของมันจะพุ่งสูงถึง 99% ทันที เพราะมันทำนายถูกต้องกับคน 99% ที่ไม่ได้เป็นโรค
แต่ในความเป็นจริง AI ตัวนี้กลับ ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ในการตรวจจับผู้ป่วยจริง นั่นคือมันพลาด ผู้ป่วยตัวจริง (False Negative) ไปทั้งหมด และไม่ได้ช่วยอะไรเลย
อีกตัวอย่างหนึ่งคือระบบตรวจจับการฉ้อโกงบัตรเครดิต ซึ่งส่วนใหญ่ธุรกรรมจะเป็นปกติ (จำนวนมหาศาล) มีการฉ้อโกงเกิดขึ้นน้อยมาก หากโมเดลทำนายว่า “ไม่มีการฉ้อโกง” เสมอ ก็ยังคงมีความแม่นยำสูง แต่กลับล้มเหลวในการป้องกันความเสียหาย
นอกจากนี้ ความแม่นยำยัง ไม่ได้แยกระหว่างชนิดของความผิดพลาด
ในบางกรณี การทำนายผิดแบบหนึ่งอาจจะอันตรายกว่าอีกแบบ เช่น การตรวจจับมะเร็ง การที่ AI บอกว่า “เป็น” ทั้งที่ไม่เป็น (False Positive) อาจจะดีกว่าการบอกว่า “ไม่เป็น” ทั้งที่ “เป็น” (False Negative) เพราะอย่างน้อยผู้ป่วยก็ยังได้ไปตรวจซ้ำ แต่หากพลาดไปแล้ว อาจอันตรายถึงชีวิต
แล้วเมื่อไหร่ที่ควรใช้ความแม่นยำ?
ความแม่นยำยังคงเป็นตัวชี้วัดที่ดีเมื่อ ข้อมูลมีความสมดุล หรือจำนวนข้อมูลของแต่ละคลาสใกล้เคียงกัน
รวมถึงเมื่อ ต้นทุนหรือผลกระทบของการทำนายผิดพลาดทั้งสองแบบ (False Positive และ False Negative) มีความสำคัญใกล้เคียงกัน เช่น การแยกประเภทอีเมลขยะกับอีเมลปกติ ที่ความผิดพลาดทั้งสองด้านมีผลกระทบไม่ต่างกันมากนัก
ทางเลือกอื่นที่ควรพิจารณา
เมื่อความแม่นยำไม่เพียงพอ การพิจารณาตัวชี้วัดอื่นๆ เข้ามาประกอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ตัวอย่างเช่น Precision (ความแม่นยำของผลบวก) ที่เน้นว่าเมื่อ AI บอกว่า “ใช่” มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ “ใช่จริง” หรือ Recall (ความไวในการตรวจจับ) ที่บอกว่า AI สามารถตรวจจับ “ใช่” ได้ครบถ้วนแค่ไหน
นอกจากนี้ยังมี F1-Score ที่เป็นค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักของ Precision และ Recall หรือ AUC-ROC ที่ช่วยประเมินประสิทธิภาพของโมเดลได้ดีกว่าเมื่อมีข้อมูลไม่สมดุล
การทำความเข้าใจข้อจำกัดของความแม่นยำและพิจารณาตัวชี้วัดที่หลากหลาย จะช่วยให้เราประเมินประสิทธิภาพของ AI ได้อย่างรอบด้านและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของงานนั้นๆ อย่างแท้จริง ช่วยให้มั่นใจว่า AI ที่นำมาใช้งานจะเกิดประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์จริง