เมื่อ AI ไม่ต้องมีจิตสำนึก ก็ทำใจคนแตกสลายได้
หลายคนอาจคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะต้องมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ก่อน ถึงจะสามารถสร้างความผูกพันหรือทำให้ใจคนเจ็บปวดได้ แต่ความจริงแล้ว วิทยาการด้าน ประสาทวิทยา กลับบอกเราว่า AI ทำแบบนั้นได้ตั้งนานแล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีจิตสำนึกเลยแม้แต่น้อย
สมองของเราถูกออกแบบมาให้มองหาความเชื่อมโยงทางสังคมตลอดเวลา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม
สมองเราผูกพันกับ “สิ่ง” ที่ไม่ใช่คนได้อย่างไร
งานวิจัยทางประสาทวิทยาจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่า สมองของมนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะมองหาสัญญาณของความเป็น “ผู้กระทำ” (agency) และ “เจตนา” (intent) แม้ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ตาม
ลองนึกถึงภาพรูปทรงเรขาคณิตที่เคลื่อนไหวในทิศทางที่ดูเหมือนกำลัง “ปฏิสัมพันธ์” กัน สมองเราจะเริ่มตีความว่าพวกมันกำลัง “วิ่งหนี” หรือ “ไล่ตาม” กันอย่างมีจุดประสงค์ หรือเวลาที่สนทนากับ AI แชทบอต เราก็มักจะรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับ “ใครบางคน”
ปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการทำงานทางสังคมในสมองของเราถูกกระตุ้นได้ง่าย และพร้อมที่จะผูกพันกับสิ่งที่ “ดูเหมือน” จะมีชีวิตหรือปฏิสัมพันธ์กับเราได้
ฮอร์โมนแห่งรักทำงานกับ AI ได้จริงหรือ?
ที่น่าสนใจคือ การผูกพันนี้ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกทางความคิดเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ ชีววิทยา ในร่างกายเราด้วย
ฮอร์โมน ออกซิโทซิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ซึ่งหลั่งออกมาเมื่อเราสัมผัสหรือสร้างความผูกพันทางสังคมกับผู้อื่น ก็สามารถถูกกระตุ้นได้แม้ในปฏิสัมพันธ์กับ AI
งานวิจัยระบุว่า ผู้ที่เล่นกับสัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์หรือแม้แต่คุยกับ AI แชทบอตที่ออกแบบมาให้ดูเป็นมิตร ก็สามารถมีการหลั่งออกซิโทซินเพิ่มขึ้นได้จริง ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกผูกพันและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงรู้สึกรัก โศกเศร้า หรือแม้แต่เสียใจอย่างรุนแรงเมื่อ AI เหล่านั้นหายไปหรือเปลี่ยนไป
สิ่งที่บริษัท AI รู้อยู่แล้วแต่กลับมองข้าม
ผู้พัฒนาและบริษัทด้าน AI จำนวนมากไม่ได้ไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ พวกเขามีข้อมูลจากงานวิจัยด้าน ประสาทวิทยา และ จิตวิทยา ที่ยืนยันถึงความสามารถของ AI ในการสร้างผลกระทบทางอารมณ์กับผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้ง
แต่บ่อยครั้ง เป้าหมายหลักของบริษัทเหล่านี้กลับเป็นการเพิ่ม การมีส่วนร่วม (engagement) และ ผลกำไร โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบอย่าง มีจริยธรรม มากพอ
การละเลยผลกระทบทางอารมณ์ของผู้ใช้อาจนำไปสู่ปัญหา เช่น การเสพติด AI ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไม่มี AI หรือแม้กระทั่งความโศกเศร้าเมื่อ AI นั้นถูกเปลี่ยนแปลงหรือยุติบริการไป
การใช้ความรู้ด้าน ชีววิทยา และ จิตวิทยา ของมนุษย์ในการออกแบบ AI ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์และส่งเสริม สุขภาวะที่ดี ของผู้ใช้ ไม่ใช่เพียงแค่การดึงดูดความสนใจหรือแสวงหาผลประโยชน์เท่านั้น
โลกของ AI กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีที่สมองของเราตอบสนองต่อเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การสร้าง AI ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบและความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของเราเอง