ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ลวงตา: ถอดบทเรียนจากเรือไททานิค

ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ลวงตา: ถอดบทเรียนจากเรือไททานิค

การลงทุนด้าน ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ในปัจจุบันดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลายองค์กรมั่นใจในระบบป้องกันที่ติดตั้งไว้ ทั้งไฟร์วอลล์ แอนตี้ไวรัส หรือโซลูชันตรวจจับภัยคุกคามที่ล้ำสมัย

แต่ทำไมการโจมตีทางไซเบอร์ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ บางครั้งก็รุนแรงจนองค์กรแทบฟื้นตัวไม่ทัน

คำตอบอาจอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า “โรคไททานิคไซเบอร์” ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นใจที่มากเกินไป จนละเลยภัยคุกคามที่มองไม่เห็นหรือไม่คาดคิด

โรคไททานิคไซเบอร์: มั่นใจเกินไปใช่ไหม

ย้อนกลับไปถึงเรือไททานิค เรือที่ถูกขนานนามว่าไม่มีวันจม แต่สุดท้ายกลับจมลงเพราะ น้ำแข็งใต้น้ำ ที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะเป็นภัยร้ายแรง

ในโลกดิจิทัลก็เช่นกัน องค์กรจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับการสร้าง “กำแพง” รอบนอกที่แข็งแกร่งที่สุด

มุ่งเน้นการป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามจากภายนอกเข้ามาโจมตีระบบโดยตรง

แต่หลายครั้งกลับมองข้าม “ช่องโหว่” ที่ไม่ได้อยู่บนผิวน้ำ หรือไม่ได้มาจากทิศทางที่คาดการณ์ไว้

ความมั่นใจในระบบที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบ อาจเป็นบ่อเกิดของความประมาทอย่างร้ายแรง

ภัยคุกคามไม่ได้มาจากแค่ “ข้างนอก” เสมอไป

แนวคิดที่ว่าภัยคุกคามส่วนใหญ่มาจาก “ผู้ไม่หวังดีภายนอก” กำลังล้าสมัย

ภัยร้ายทางไซเบอร์ในยุคนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก

พวกเขามักจะใช้ช่องทางที่ไม่คาดคิดในการเข้าถึงระบบ เช่น การโจมตีผ่าน ซัพพลายเชน (Supply Chain Attack) หรือการหลอกลวงพนักงานผ่าน วิศวกรรมสังคม (Social Engineering)

แม้แต่การเข้าใจผิดในการตั้งค่าระบบคลาวด์ หรือความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของคนภายในองค์กร ก็สามารถกลายเป็นประตูบานใหญ่ให้ผู้บุกรุกเข้ามาได้

ภัยเหล่านี้เปรียบเสมือนรอยรั่วเล็กๆ ที่ค่อยๆ บ่อนทำลายโครงสร้างจากภายใน โดยที่ไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ระบบป้องกันที่เคยคิดว่าแข็งแกร่ง กลับกลายเป็นแค่ภาพลวงตา

มองให้ทะลุ: ช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่ในความเชื่อใจ

การโจมตีสมัยใหม่มักอาศัย ความเชื่อใจ เป็นเครื่องมือ

ผู้ไม่หวังดีจะพยายามหาทางเจาะเข้ามาผ่านระบบที่ได้รับสิทธิ์พิเศษ (privileged access) หรือผ่านคู่ค้าที่องค์กรไว้วางใจ

เมื่อเข้ามาภายในได้แล้ว พวกเขาก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเพื่อค้นหาข้อมูลสำคัญ หรือสร้างความเสียหายในวงกว้าง

นี่คือ ภัยที่มองไม่เห็น ที่แท้จริง เพราะมันไม่ได้ทุบกำแพงเข้ามา แต่กลับค่อยๆ ซึมผ่านรอยร้าวที่เราเองก็ไม่รู้ว่ามีอยู่

การประเมินความเสี่ยงจึงต้องเปลี่ยนมุมมอง ไม่ใช่แค่ป้องกันแต่ต้องมองหาช่องโหว่จากทุกทิศทาง โดยเฉพาะจากจุดที่เรามั่นใจที่สุด

สร้างภูมิคุ้มกันที่แท้จริง

เพื่อหลีกเลี่ยง “โรคไททานิคไซเบอร์” องค์กรต้องเปลี่ยนกรอบความคิดด้าน ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เสียใหม่

ความปลอดภัยไม่ใช่แค่การสร้างกำแพงป้องกันที่แข็งแกร่ง แต่คือการสร้าง ภูมิคุ้มกัน ที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ตลอดเวลา

สิ่งสำคัญคือการ เฝ้าระวังตลอดเวลา (Continuous Monitoring) เพื่อตรวจจับสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นภายในระบบ

การมีแผน รับมือเหตุการณ์ (Incident Response) ที่ชัดเจนและฝึกซ้อมอยู่เสมอ จะช่วยให้สามารถตอบสนองต่อการโจมตีได้อย่างรวดเร็วและลดความเสียหาย

พร้อมกับการ อัปเดตระบบ และ ให้ความรู้แก่บุคลากร อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของแนวป้องกันที่แข็งแกร่ง

การมองหา จุดอ่อน ของตัวเองอยู่เสมอ และไม่ประมาทกับภัยคุกคามที่ดูเหมือนเล็กน้อย คือกุญแจสำคัญ

ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงการปราศจากการโจมตีอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะรับมือ ปกป้อง และฟื้นตัวจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างรวดเร็ว

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ได้จากโศกนาฏกรรมของเรือไททานิค และเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องตระหนักรู้ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความท้าทาย