
ปรับมุมมองการบริหาร AI: จาก Backlog สู่การกำหนด Intent เพื่ออนาคตอัตโนมัติ
โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำงานตามคำสั่งอีกต่อไป แต่เริ่มมีความสามารถในการคิด ตัดสินใจ และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง นี่คือยุคของ AI อัตโนมัติ หรือ Agentic AI ซึ่งนำมาพร้อมกับความท้าทายใหม่ๆ ในการบริหารจัดการ เพราะวิธีการเดิมๆ ที่เคยใช้ อาจไม่เพียงพออีกแล้ว
ในอดีต กรอบการทำงานแบบ Agile หรือแม้แต่ SAFe (Scaled Agile Framework) ที่หลายองค์กรนำมาใช้ มักเน้นไปที่การสร้าง Backlog หรือรายการงานที่ต้องทำ ไล่ไปตั้งแต่ฟีเจอร์ย่อยๆ ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ ทุกอย่างถูกกำหนดโดยมนุษย์ และ AI ก็ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยประมวลผลงานเหล่านั้น แต่เมื่อ AI ฉลาดขึ้นและมีความเป็นอิสระมากขึ้น คำถามคือ เราจะบริหารจัดการสิ่งที่คิดเองทำเองได้นี้อย่างไรดี
AI อัตโนมัติ: ความแตกต่างที่ต้องเข้าใจ
AI อัตโนมัติ ไม่ได้แค่ทำตามคำสั่ง แต่มีความสามารถในการตั้งเป้าหมายย่อยๆ เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ หลักที่ได้รับ พวกมันสามารถเลือกวิธีดำเนินการเอง ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ และแม้แต่เรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อพัฒนาตัวเองได้ ลองจินตนาการถึงระบบ AI ที่ไม่ใช่แค่ตอบแชท แต่สามารถวิเคราะห์ปัญหาลูกค้า ตัดสินใจแนวทางแก้ไข และดำเนินการติดต่อประสานงานที่ซับซ้อนได้เอง
การทำงานของ AI ประเภทนี้ไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบที่เราคุ้นเคย แต่เป็นกระบวนการที่มีชีวิต มีการโต้ตอบ และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
จาก Backlog สู่ Intent Portfolio: มุมมองใหม่ในการบริหาร AI
นี่คือจุดที่แนวคิดการเปลี่ยนจากการบริหาร Backlog ไปสู่การบริหาร Intent Portfolio มีความสำคัญอย่างยิ่ง
Backlog มุ่งเน้นที่ “จะทำอะไร” เป็นรายการของงานหรือฟีเจอร์ที่ชัดเจน แต่ Intent Portfolio จะเน้นที่ “ต้องการให้เกิดอะไรขึ้น” หรือ “ต้องการบรรลุเป้าหมายอะไร” แทน
มันคือการกำหนด วัตถุประสงค์ ที่ชัดเจน ผลลัพธ์ที่ต้องการ ที่เป็นรูปธรรม พร้อมทั้งกำหนด ขอบเขต ข้อจำกัด และ หลักปฏิบัติทางจริยธรรม ให้กับ AI
พูดง่ายๆ คือ เราไม่ได้บอก AI ว่า “ไปสร้างฟีเจอร์ X” แต่เราบอกว่า “เราต้องการให้ระบบลูกค้ามีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น 10% ภายในสามเดือน โดยใช้ทรัพยากรไม่เกิน Y และต้องไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” จากนั้น AI จะไปหาวิธีการของตัวเอง
กำหนดเข็มทิศและขอบเขตสำหรับ AI
การบริหารจัดการด้วย Intent Portfolio ต้องเริ่มจากการตั้ง เข็มทิศหลัก (North Star) ที่ชัดเจนให้กับ AI นั่นคือ วัตถุประสงค์ สูงสุดที่ AI ควรยึดถือเป็นแนวทางในการตัดสินใจและการกระทำทั้งหมด
นอกจากนี้ การกำหนด ขอบเขตทางจริยธรรม และ ข้อจำกัดด้านความปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ AI ดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบที่เรายอมรับได้ ไม่ว่า AI จะมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวมากแค่ไหน เราก็ยังคงต้องมีกลไกในการ กำกับดูแล และตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการกระทำของมันสอดคล้องกับคุณค่าและเป้าหมายขององค์กร
การปรับตัวของกรอบการทำงานแบบ Agile ในยุค AI
กรอบการทำงานแบบ Agile อย่าง SAFe จำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก จากที่เคยเน้นการบริหารจัดการทีมพัฒนาคนให้สร้างฟีเจอร์ต่างๆ
ตอนนี้ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการกำหนด Intent Portfolio ที่ชัดเจน
รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรให้กับ AI Agents การวัดผล ผลลัพธ์ที่ต้องการ และการสร้างวงจร การเรียนรู้และปรับตัว ที่รวดเร็ว เพื่อให้ AI สามารถพัฒนาและปรับปรุงตัวเองได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ วัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้
แนวคิดนี้ไม่ได้มาแทนที่ Agile หรือ SAFe แต่เป็นการยกระดับกรอบการทำงานเหล่านั้นให้สามารถรองรับความซับซ้อนและความเป็นอิสระของ AI อัตโนมัติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมทิศทางของ AI ได้อย่างมีกลยุทธ์ และยังคงสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพอันมหาศาลของเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ การมุ่งเน้นที่ Intent Portfolio จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาองค์กรไปสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิผล