
พลิกมุมคิด: ชาติไม่จำเป็นต้องชนะการแข่ง AI แต่ต้องไม่แพ้ใจตนเอง
ในยุคที่ทั่วโลกพากันพูดถึงการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Race ทุกประเทศต่างมุ่งหวังจะเป็นผู้นำ หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่ตกขบวน หลายคนอาจมองว่าชัยชนะคือการสร้าง AI พื้นฐานที่ล้ำหน้าที่สุด เช่นเดียวกับมหาอำนาจทางเทคโนโลยี แต่ยังมีอีกมุมมองที่น่าสนใจ คือการที่ประเทศหนึ่งไม่จำเป็นต้องมุ่งมั่นคว้าชัยชนะในเกมนั้น หากแต่ต้องไม่สูญเสียตัวตนและอธิปไตยทางความคิดจากการไหลบ่าของเทคโนโลยีต่างถิ่น
นี่คือแนวคิดที่เน้นการใช้ AI เพื่อตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาเฉพาะของชาติอย่างแท้จริง แทนที่จะไล่ตามกระแสโลกอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ความท้าทายเฉพาะตัวกับการประยุกต์ใช้ AI
ประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายสูง มักเผชิญหน้ากับชุดของปัญหาที่แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วในตะวันตก ปัญหาเหล่านี้อาจครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึง สาธารณสุข สำหรับประชาชนจำนวนมหาศาล, การศึกษา ที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน, การพัฒนา ภาคเกษตรกรรม ให้มีประสิทธิภาพ, ไปจนถึงการบริหารจัดการ ภาครัฐ ที่ซับซ้อน และการรักษามรดกทางภาษาและวัฒนธรรมที่มีอยู่มากมาย
การประยุกต์ใช้ AI ในบริบทเหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการออกแบบโซลูชันที่เข้าใจถึง ความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม และความต้องการเฉพาะของคนในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น AI สำหรับวินิจฉัยโรคในพื้นที่ห่างไกล หรือระบบแปลภาษาที่รองรับภาษาถิ่นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้คือ AI ที่ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง
สร้าง AI เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่แค่กำไร
แทนที่จะปล่อยให้การพัฒนา AI เป็นหน้าที่ของภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว รัฐบาลสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม AI ให้เป็น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructure – DPI) แนวคิดนี้คล้ายกับการสร้างถนนหนทาง หรือระบบไฟฟ้าที่ทุกคนเข้าถึงได้
เมื่อ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ประชาชนทุกคน รวมถึงภาคธุรกิจขนาดเล็ก ก็จะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากมันได้โดยง่ายและเท่าเทียมกัน ระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อ ส่งเสริมการเข้าถึง และ ความเสมอภาค จะช่วยลดช่องว่างทางดิจิทัล และกระจายผลประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ทั่วถึง ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือสร้างกำไรให้กลุ่มทุนใหญ่เท่านั้น
อธิปไตยทางข้อมูลและจริยธรรมของ AI
การนำเข้าหรือพึ่งพา AI ที่พัฒนาจากต่างประเทศมากเกินไป อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดคือการสูญเสีย อธิปไตยทางข้อมูล ข้อมูลของประชาชนจำนวนมากอาจถูกจัดเก็บและประมวลผลโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและสิทธิส่วนบุคคล
นอกจากนี้ AI ที่ถูกออกแบบมาโดยอิงจากบริบททางวัฒนธรรมและค่านิยมของประเทศอื่น อาจไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของสังคมในท้องถิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาด อคติ หรือแม้แต่การบั่นทอนวัฒนธรรมดั้งเดิม การสร้าง กรอบจริยธรรมและกฎหมาย ที่เข้มแข็ง รวมถึงการลงทุนในการพัฒนา AI ที่มี ความเข้าใจในท้องถิ่น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องคุณค่าของชาติ
คิดแบบ “AI ขนาดเล็ก” ตอบโจทย์ใหญ่
บางครั้งการมุ่งสร้าง AI ที่ใหญ่ที่สุด ซับซ้อนที่สุด หรือ “ฉลาด” ที่สุด อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีเสมอไป การหันมาให้ความสำคัญกับ AI ขนาดเล็ก หรือ AI เฉพาะทางที่เน้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างมหาศาล
AI เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโมเดลพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่เป็น AI ที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อภารกิจเฉพาะเจาะจง เช่น การช่วยเกษตรกรวิเคราะห์คุณภาพดิน การช่วยครูจัดการชั้นเรียน หรือการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ในเมือง การลงทุนใน AI ที่ใช้งานได้จริงและ ปรับขนาดได้ง่าย จะช่วยให้ประเทศสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว
การกำหนดทิศทาง AI ของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการสร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าเราจะใช้ AI อย่างไรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชาติ รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสร้างอนาคตที่มั่นคงและเท่าเทียม การมุ่งเน้นที่การประยุกต์ใช้ AI เพื่อประโยชน์ของประชาชน คือเส้นทางที่ชาญฉลาดและยั่งยืนกว่าการไล่ตามชัยชนะในเกมที่อาจไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรก