ปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณ: 5 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้

ปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณ: 5 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีค่ามหาศาล การปกป้องข้อมูลส่วนตัวจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ข้อมูลของคุณ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ อีเมล รูปภาพ หรือแม้แต่พฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ไม่หวังดีต้องการ

ผู้คนจำนวนมากอาจคิดว่าการรักษาความปลอดภัยข้อมูลเป็นเรื่องซับซ้อน
แต่ความจริงแล้ว มีขั้นตอนง่ายๆ เพียงไม่กี่อย่างที่สามารถช่วยเพิ่มเกราะป้องกันความเป็นส่วนตัวออนไลน์ได้อย่างมหาศาล
การลงทุนเวลาเล็กน้อยเพื่อทำความเข้าใจและนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ จะส่งผลดีต่อความปลอดภัยในโลกออนไลน์อย่างแน่นอน

ใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่งและแตกต่างกัน

หัวใจสำคัญของการรักษาความปลอดภัยออนไลน์เริ่มต้นที่ รหัสผ่าน
ควรเลิกใช้รหัสผ่านที่เดาได้ง่าย เช่น วันเกิด หรือ “123456” และหลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านชุดเดียวกันในหลายบัญชี
เพราะหากบัญชีใดบัญชีหนึ่งถูกเจาะ ข้อมูลประจำตัวของคุณจะตกอยู่ในความเสี่ยงทันที

สร้างรหัสผ่านที่มีความยาวอย่างน้อย 12-16 ตัวอักษร ผสมผสานทั้งตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์
การจำรหัสผ่านมากมายอาจเป็นเรื่องยาก โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) จึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง
มันจะช่วยสร้าง จัดเก็บ และกรอกรหัสผ่านที่ซับซ้อนให้โดยอัตโนมัติ ทำให้คุณสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA)

ต่อให้มีรหัสผ่านที่แข็งแกร่งที่สุด ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่รหัสผ่านนั้นอาจถูกขโมยหรือรั่วไหล
การยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication หรือ 2FA) คือด่านป้องกันที่สองที่สำคัญอย่างยิ่ง
มันเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง โดยการยืนยันตัวตนด้วยสิ่งที่รู้อีกอย่างนอกเหนือจากรหัสผ่าน

เมื่อเปิดใช้งาน 2FA ทุกครั้งที่มีการล็อกอินเข้าสู่ระบบ คุณจะต้องยืนยันตัวตนด้วยวิธีการอื่นเพิ่มเติม
เช่น รหัส OTP ที่ส่งมาทางโทรศัพท์ แอปพลิเคชันยืนยันตัวตน หรืออุปกรณ์ยืนยันตัวตนทางกายภาพ
สิ่งนี้ทำให้แม้แฮกเกอร์จะได้รหัสผ่านไป ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงบัญชีของคุณได้ หากไม่มีการยืนยันตัวตนในชั้นที่สอง

ระมัดระวังสิ่งที่คุณแบ่งปันบนโซเชียลมีเดีย

รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) ของคุณถูกสร้างขึ้นจากทุกสิ่งที่คุณโพสต์ แชร์ หรือแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย
การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เช่น ที่อยู่บ้าน ตารางเวลาส่วนตัว สถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังจะไป หรือแม้แต่ข้อมูลเกี่ยวกับงานอดิเรกบางอย่าง
อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปใช้ได้

ก่อนจะโพสต์อะไร ควรหยุดคิดสักนิดว่าข้อมูลนี้เหมาะสมที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะหรือไม่
ทบทวน การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้ดี เพื่อจำกัดว่าใครบ้างที่สามารถเห็นข้อมูลของคุณได้
การไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็น จะช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีได้มาก

ตรวจสอบการอนุญาตของแอปพลิเคชัน

เมื่อติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่ๆ บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต มักจะมีการขอ สิทธิ์ในการเข้าถึง ข้อมูลหรือฟังก์ชันต่างๆ ของอุปกรณ์เสมอ
เช่น การเข้าถึงรายชื่อติดต่อ กล้อง ไมโครโฟน ตำแหน่งที่ตั้ง หรือรูปภาพ
ผู้คนจำนวนมากมักจะกด “อนุญาต” โดยไม่ได้อ่านรายละเอียด

ใช้เวลาสักครู่เพื่อพิจารณาว่าแอปพลิเคชันนั้นๆ จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นจริงหรือไม่
หากแอปไฟฉายขอสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อติดต่อ ก็อาจเป็นสัญญาณที่ไม่ดี
ควรตรวจสอบการอนุญาตของแอปเป็นประจำ และ เพิกถอนสิทธิ์ ที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของคุณ

ใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN)

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสาธารณะ เช่น Wi-Fi ฟรีตามร้านกาแฟหรือสนามบิน มักจะขาดความปลอดภัย
ข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายเหล่านี้อาจถูกดักจับได้ง่าย
เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (Virtual Private Network หรือ VPN) ทำหน้าที่เข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดที่คุณส่งและรับ ทำให้ยากต่อการดักฟังและติดตามกิจกรรมออนไลน์

VPN ยังช่วย ซ่อนที่อยู่ IP ของคุณ ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตติดตามพฤติกรรมการท่องเว็บได้ยากขึ้น
การใช้ VPN โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ Wi-Fi สาธารณะ จะช่วยเพิ่มชั้นความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปกป้องข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ไม่ใช่เรื่องของการทำให้ระบบปลอดภัยสมบูรณ์แบบ 100%
แต่เป็นการสร้างกำแพงป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกคุกคาม
การนำขั้นตอนเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณสามารถใช้งานโลกออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น