สยบ Alert Fatigue: สร้างกฎจับภัยคุกคามไซเบอร์ที่แม่นยำ แยกเสียงรบกวนออกจากภัยจริง
ในโลกไซเบอร์ที่เต็มไปด้วยภัยคุกคาม ปัญหาที่องค์กรจำนวนมากต้องเผชิญไม่ใช่แค่การถูกโจมตี แต่เป็นการจมอยู่ภายใต้กองข้อมูลการแจ้งเตือน (Alert) ที่ท่วมท้นจนเกิดภาวะ Alert Fatigue หรือความเหนื่อยล้าจาก Alert จำนวนมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงสัญญาณรบกวนหรือ False Positive ที่ไม่ได้บ่งชี้ถึงภัยคุกคามจริง ๆ การสร้างกฎการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถมองเห็นภัยคุกคามที่แท้จริง และตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
แก่นแท้ของการตรวจจับภัยคุกคามด้วยพฤติกรรม
การตรวจจับภัยคุกคามแบบเดิมมักเน้นที่ Signature หรือรูปแบบของมัลแวร์ที่รู้จักกันดี แต่ภัยคุกคามสมัยใหม่มักปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่เสมอ ทำให้ Signature ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว วิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าคือการหันมาให้ความสนใจกับ พฤติกรรมการโจมตี ที่ผู้ไม่หวังดีใช้ ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่พวกเขาเลือกใช้
ลองคิดดูว่าแฮกเกอร์พยายามทำอะไร
พวกเขาอาจพยายามเข้าถึงระบบเพื่อยกระดับสิทธิ์ หรือเคลื่อนที่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของเครือข่าย การตรวจจับพฤติกรรมเหล่านี้ เช่น การสร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการเข้าถึงไฟล์สำคัญจากตำแหน่งที่ไม่ปกติ จะช่วยให้องค์กรสามารถระบุภัยคุกคามได้แม้จะเป็นการโจมตีที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
หลักการสำคัญในการสร้างกฎการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ
การเขียนกฎการตรวจจับที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีหลักการสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างแรกคือการ มุ่งเน้นที่เป้าหมายของผู้โจมตี โดยพิจารณาว่าผู้โจมตีกำลังใช้กลยุทธ์ (Tactic) และเทคนิค (Technique) อะไรในการบรรลุเป้าหมาย กรอบการทำงานอย่าง MITRE ATT&CK เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการทำความเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้
จากนั้น ระบุ พฤติกรรมหลัก ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงเทคนิคเหล่านั้นอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายคือการยึดครองระบบ อาจมีพฤติกรรมหลักคือการสร้างบริการใหม่บนระบบเพื่อคงการเข้าถึงไว้
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการพิจารณา บริบท การกระทำเดียวกันอาจเป็นภัยคุกคามหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครทำ ทำเมื่อไหร่ ที่ไหน และทำไม การทำความเข้าใจผู้ใช้งานปกติและพฤติกรรมประจำวันในองค์กรจึงสำคัญมาก
การ ทำความเข้าใจพฤติกรรมปกติ (Baseline) ของระบบและผู้ใช้ จะช่วยให้การตรวจจับความผิดปกติเป็นไปอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
กฎการตรวจจับไม่ควรเป็นสิ่งตายตัว การ ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ตามภัยคุกคามใหม่ ๆ และข้อมูลที่ได้รับจากการใช้งานจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็น
กฎที่ดีควรมีความ ชัดเจนและความเรียบง่าย หลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและบำรุงรักษาในระยะยาว
และสุดท้าย การ ทดสอบ กฎที่สร้างขึ้นเป็นประจำด้วยสถานการณ์จำลองการโจมตีจริง จะช่วยยืนยันว่ากฎทำงานได้ตามที่คาดหวัง และไม่ก่อให้เกิดสัญญาณรบกวนมากเกินไป
เปลี่ยนสัญญาณรบกวนให้เป็นภัยคุกคามจริง: กลยุทธ์ลด False Positive
การลด False Positive เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้กับ Alert Fatigue
ประการแรกคือการเพิ่ม ความละเอียด ของกฎให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ต้องไม่แคบจนเกินไป
การใช้ การกำหนดเกณฑ์ (Thresholding) ก็เป็นอีกวิธีที่ดี โดยการตั้งค่าให้แจ้งเตือนเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายครั้ง หรือตรงกับรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น
พิจารณา การยกเว้น (Exclusions) กิจกรรมหรือผู้ใช้งานที่ทราบดีว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น
นอกจากนี้ การ เชื่อมโยงเหตุการณ์ (Correlation) จากแหล่งข้อมูลหลาย ๆ แห่ง เพื่อสร้างเป็นภาพรวมของภัยคุกคาม จะช่วยเปลี่ยน Alert ความน่าเชื่อถือต่ำหลาย ๆ ตัว ให้กลายเป็น Alert ที่มีความน่าเชื่อถือสูง
สุดท้าย ให้ทำการ จัดลำดับความสำคัญ ของ Alert ตามระดับความรุนแรงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ทีมสามารถโฟกัสไปที่ภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดก่อน
การสร้างกฎการตรวจจับภัยคุกคามที่มีประสิทธิภาพเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความพยายาม การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทั้งพฤติกรรมผู้โจมตีและระบบภายในองค์กร กฎที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีคือรากฐานสำคัญของการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง และช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภัยจริงในท่ามกลางเสียงรบกวนได้อย่างชัดเจน