อัตโนมัติแบบมีกฎเกณฑ์ หรือ RPA: ตัวเลือกไหนที่ใช่สำหรับ FinTech และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ?

อัตโนมัติแบบมีกฎเกณฑ์ หรือ RPA: ตัวเลือกไหนที่ใช่สำหรับ FinTech และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ?

โลกของ FinTech หรือเทคโนโลยีทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเต็มไปด้วยกฎระเบียบที่ซับซ้อน การจัดการเรื่อง Compliance หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจึงเป็นทางออกที่หลายองค์กรกำลังมองหา แต่จะเลือกใช้ Rule-Based Automation (RBA) หรือ Robotic Process Automation (RPA) ดีล่ะ? มาทำความเข้าใจกัน

สองบรรทัด

เข้าใจ Rule-Based Automation (RBA)

Rule-Based Automation (RBA) คือระบบอัตโนมัติที่ทำงานตาม กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และชัดเจนทุกประการ คิดง่าย ๆ คือมันทำงานแบบ เงื่อนไข IF-THEN

ตัวอย่างเช่น ถ้าเจอข้อมูลแบบ A ให้ทำ B ถ้าไม่เจอ ให้ทำ C

ระบบนี้เหมาะสำหรับงานที่มีขั้นตอนตายตัว ไม่ซับซ้อน และไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง มันมีความเร็วสูงและมีความแม่นยำมาก ตราบใดที่กฎเกณฑ์ยังคงเดิมและไม่มีข้อยกเว้นที่ไม่คาดคิด

เหมาะกับงาน Routine ที่มีปริมาณมาก แต่ไม่มีความหลากหลายของข้อมูลมากนัก เช่น การตรวจสอบข้อมูลที่ตรงตามรูปแบบที่กำหนดเป๊ะ ๆ

สองบรรทัด

เจาะลึก Robotic Process Automation (RPA)

ในทางกลับกัน Robotic Process Automation (RPA) มีความสามารถที่เหนือกว่าและซับซ้อนกว่ามาก

RPA ไม่ใช่หุ่นยนต์จับต้องได้ แต่เป็นซอฟต์แวร์บอทที่สามารถ เลียนแบบการทำงานของมนุษย์ ในการโต้ตอบกับแอปพลิเคชันและระบบต่าง ๆ ได้

ไม่ว่าจะเปิดอีเมล คัดลอกข้อมูลจากสเปรดชีต กรอกข้อมูลลงในฟอร์มของเว็บไซต์ หรือแม้แต่ประมวลผลข้อมูลที่มีโครงสร้างและกึ่งโครงสร้าง

จุดเด่นของ RPA คือ ความยืดหยุ่น และ การผสานรวมระบบ มันสามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้หลายชนิด ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องการการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง และอาจมีขั้นตอนที่เปลี่ยนแปลงได้บ้าง

สองบรรทัด

ทำไม FinTech ต้องใส่ใจเรื่อง Compliance?

ธุรกิจ FinTech เกี่ยวข้องกับเงินและข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล ดังนั้น Compliance จึงเป็นเรื่องที่ยอมประนีประนอมไม่ได้

การปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น KYC (Know Your Customer) สำหรับการยืนยันตัวตนลูกค้า, AML (Anti-Money Laundering) เพื่อป้องกันการฟอกเงิน, และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น

ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ค่าปรับมหาศาล เสียความน่าเชื่อถือ และอาจถึงขั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้ การใช้ระบบอัตโนมัติที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก

สองบรรทัด

RBA หรือ RPA: ตัวช่วยที่ใช่สำหรับ Compliance?

เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของ FinTech Compliance ที่เต็มไปด้วย ความซับซ้อน กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และความจำเป็นในการตรวจสอบข้อมูลหลากหลายรูปแบบ

RBA อาจเป็นทางเลือกที่รวดเร็วและราคาถูกในช่วงเริ่มต้น แต่จะเผชิญกับข้อจำกัดอย่างรุนแรงเมื่อกฎระเบียบเปลี่ยนไป หรือเมื่อต้องประมวลผลข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดไว้เป๊ะ ๆ

มันขาด ความยืดหยุ่น ในการปรับตัวและไม่สามารถจัดการกับข้อยกเว้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ RPA กลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นกว่ามาก ด้วยความสามารถในการ ปรับตัว ให้เข้ากับกฎระเบียบใหม่ ๆ

สามารถจัดการกับข้อมูลจากแหล่งที่มาที่หลากหลาย ผสานรวมกับระบบเดิมได้อย่างราบรื่น และยังให้ การตรวจสอบย้อนกลับ ที่แม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพิสูจน์การปฏิบัติตามข้อกำหนดแก่หน่วยงานกำกับดูแล

RPA สามารถช่วยในกระบวนการยืนยันตัวตนลูกค้า การตรวจจับการฉ้อโกง และการรายงานข้อมูลตามกฎระเบียบที่ซับซ้อนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และ ความแม่นยำ สูง

ยิ่งไปกว่านั้น RPA ยังสามารถนำกฎเกณฑ์ของ RBA มาประยุกต์ใช้เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนได้อีกด้วย

สองบรรทัด

ในที่สุดแล้ว การเลือกใช้ RPA ดูจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและมอบโซลูชันที่แข็งแกร่งกว่าสำหรับความต้องการด้าน Compliance ในอุตสาหกรรม FinTech ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มันช่วยให้องค์กรสามารถรักษา ความน่าเชื่อถือ ประหยัดเวลา ลดความผิดพลาด และยังคงก้าวทันภูมิทัศน์ของกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้