
AI ไม่ได้ต้องการแค่ ‘การควบคุม’ แต่ต้องการ ‘ความสอดคล้องทางความคิด’ ก่อน
การพูดถึง AI มักจะมาพร้อมกับการถกเถียงเรื่อง การกำกับดูแล (governance) ว่าจะควบคุมมันอย่างไร ไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ให้เป็นอันตราย หรือไม่ให้ละเมิดสิทธิ
แต่บ่อยครั้ง แนวคิดเหล่านี้มักจะเป็นการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว เหมือนการวิ่งไล่ตามเพื่อแก้ไข มากกว่าที่จะเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้น
สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม คือก่อนที่เราจะควบคุม AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราอาจจะต้องสร้าง “ความสอดคล้องทางความคิด” หรือ “consonance” ให้เกิดขึ้นเสียก่อน
ซึ่งหมายถึงความกลมกลืน ความเห็นพ้องต้องกัน และความเข้าใจร่วมกันระหว่าง AI กับผู้ใช้งานหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
ปัญหาใหญ่ของ AI ยุคปัจจุบัน: ไร้ซึ่ง ‘เสียงตอบรับ’ ที่แท้จริง
ลองนึกภาพการทำงานของระบบ AI หลายอย่างในปัจจุบัน
มันมักจะถูกออกแบบมาให้ประมวลผลข้อมูล ตัดสินใจ หรือแนะนำบางสิ่งบางอย่าง
โดยที่กระบวนการเหล่านี้มักจะเป็นแบบทางเดียว หรือที่เรียกว่า “command-and-control”
ข้อมูลถูกป้อนเข้าไป AI ประมวลผล แล้วแสดงผลออกมา
แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ กลไกการตอบรับ หรือ feedback loop ที่แท้จริงจากผู้ใช้งาน หรือจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก AI นั้น ๆ
การขาดเสียงสะท้อนกลับที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ทำให้ AI อาจทำงานไปในทิศทางที่ไม่ได้สอดคล้องกับความคาดหวัง ค่านิยม หรือแม้กระทั่งความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์
นำไปสู่ปัญหาด้านจริยธรรม ความลำเอียง และการขาดความไว้วางใจได้ในที่สุด
มองย้อนอดีตสู่ปัญญาจากนักไซเบอร์เนติกส์ผู้ถูกลืม
มีนักวิทยาศาสตร์ไซเบอร์เนติกส์ชาวโรมาเนียคนหนึ่งชื่อ ‘tefan Odobleja ที่แม้จะถูกลืมเลือนไปบ้าง
แต่งานของเขามีความสำคัญอย่างมากต่อการทำความเข้าใจเรื่องนี้
Odobleja ได้พูดถึงแนวคิดของ “ไซเบอร์เนติกส์ทางจิตวิทยา” ซึ่งเน้นย้ำว่ากระบวนการสื่อสารใด ๆ ไม่ได้เป็นแบบทางเดียว
แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่มี อิทธิพลซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้ส่งและผู้รับเสมอ
เขาเห็นว่า “ผู้รับ” ไม่ได้เป็นแค่ฝ่ายที่รับข้อมูลแบบเฉย ๆ
แต่เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน สามารถส่ง “การกระทำกลับ” หรือ “ปฏิกิริยาโต้ตอบ” กลับไปยังผู้ส่งได้
แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ AI เพราะมันชี้ให้เห็นว่า ระบบที่แท้จริงควรจะมีการตอบสนองแบบสองทาง
หัวใจสำคัญที่ขาดหาย: ‘การยินยอม’ คือสถาปัตยกรรมแห่งการตอบรับ
แล้วจะนำแนวคิดของ Odobleja มาใช้กับ AI ได้อย่างไร? คำตอบคือผ่าน “การยินยอม” หรือ “consent”
แต่ไม่ใช่การยินยอมแบบที่เห็นในปัจจุบัน ที่เป็นเพียงการติ๊กช่อง “ยอมรับ” ในข้อกำหนดเงื่อนไขเพียงครั้งเดียว
การยินยอม ในบริบทนี้ ควรถูกมองว่าเป็น กลไกการป้อนกลับแบบไดนามิกและต่อเนื่อง
เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมของ AI ให้มีช่องทางที่ผู้ใช้งานสามารถแสดงเจตจำนง “ยินยอม” หรือ “ไม่ยินยอม” ได้ตลอดเวลา และในลักษณะที่มีความหมาย
การยินยอมแบบนี้ จะเป็น “การกระทำกลับ” ที่แท้จริง
ที่ช่วยให้ AI สามารถรับรู้ถึงความต้องการ ความชอบ และขอบเขตส่วนบุคคลของผู้ใช้งานได้
และสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของตัวเองให้เหมาะสมได้แบบเรียลไทม์
สร้าง AI ที่เป็นมิตรและรับผิดชอบด้วย ‘วงจรแห่งการยินยอม’
การฝังกลไก “การยินยอม-การตอบกลับ” (consent-feedback loop) เข้าไปในการออกแบบ AI ตั้งแต่ต้น
จะช่วยให้ AI ไม่ใช่แค่ระบบที่ปฏิบัติตามกฎหมาย (compliance) เท่านั้น
แต่ยังเป็นระบบที่ สอดคล้องกับค่านิยม และความคาดหวังของมนุษย์อย่างแท้จริง
มันสร้าง ความไว้วางใจ ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
และส่งเสริมการพัฒนา AI ที่มีความรับผิดชอบโดยธรรมชาติ
เมื่อผู้ใช้งานมีอำนาจในการให้และถอนการยินยอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
AI จะถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างโปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้งานมากขึ้น
นี่คือหนทางสู่การสร้างอนาคตของ AI ที่เป็นมิตร ปลอดภัย และมุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง