ความสูญเปล่าที่ซ่อนอยู่ในการเขียนงานวิชาการ

ความสูญเปล่าที่ซ่อนอยู่ในการเขียนงานวิชาการ

วงจรแห่งการสูญเปล่าในโลกวิชาการ

ในโลกวิชาการ มีธรรมเนียมปฏิบัติที่อาจไม่ค่อยมีใครตั้งคำถาม นั่นคือการที่งานเขียนวิจัยจะได้รับการนับถือและมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อมันได้รับการ ตีพิมพ์ ในวารสารที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น

แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกระบวนการอันเข้มงวดนี้คือการสูญเสียครั้งใหญ่

ลองจินตนาการถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปีในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน และเขียนบทความอย่างประณีต

เมื่อบทความนั้นถูก ปฏิเสธ จากวารสาร สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการสูญเปล่าของ เวลา แรงกาย และ แรงใจ อันมหาศาล

งานวิจัยชิ้นนั้นไม่ได้จบลงแค่การต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ แต่มันคือการสูญเสียของ แรงงานทางปัญญา ที่น่าเสียดาย ราวกับว่าความพยายามทั้งหมดนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง

แรงงานและทรัพยากรที่ถูกทิ้งขว้าง

ปัญหาการสูญเปล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับนักวิจัยผู้เขียนบทความเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงบุคคลสำคัญอีกกลุ่ม นั่นคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่อุทิศเวลาอันมีค่ามาตรวจทานบทความ

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ใช้ความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้ ข้อเสนอแนะ และ คำวิจารณ์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน

คำแนะนำเหล่านี้มีคุณค่ามหาศาล สามารถยกระดับคุณภาพของงานวิจัยได้ แต่เมื่อบทความถูกปฏิเสธ แรงงานและความคิดเห็นเหล่านี้ก็มักจะถูกทิ้งขว้างไปพร้อมกัน

บ่อยครั้ง บทความที่ถูกปฏิเสธไม่ได้หมายความว่า งานวิจัยนั้นไม่มีคุณภาพ หรือ ไม่มีประโยชน์ เสมอไป

แต่กลับเป็นเพราะอาจไม่เข้ากับขอบเขตของวารสารนั้นๆ หรือมีข้อบกพร่องเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ

การที่นักวิจัยต้องมาปรับเปลี่ยนรูปแบบ จัดเรียงอ้างอิงใหม่ หรือแม้กระทั่งเขียนส่วนใหม่ทั้งหมดเพื่อส่งไปยังวารสารอื่น ถือเป็นความ ซ้ำซ้อน ของงานที่ไม่จำเป็น และเป็น การสิ้นเปลืองทรัพยากร ที่หลีกเลี่ยงได้

อคติที่สร้างปัญหา: ‘ผลลัพธ์เชิงบวก’ และ ‘ความแปลกใหม่’

วารสารวิชาการจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับ ผลลัพธ์เชิงบวก หรือ การค้นพบที่แปลกใหม่ และสร้างความตื่นเต้น

นั่นทำให้งานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึง ผลลัพธ์เชิงลบ หรือ การศึกษาซ้ำ เพื่อยืนยันผลการวิจัยเดิม มักจะถูกเมินเฉยไปอย่างน่าเสียดาย

แม้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะมี ความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการสร้างความเข้าใจที่สมบูรณ์ในสาขาวิชานั้นๆ ก็ตาม

การขาดการตีพิมพ์ผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้เกิด อคติในการเผยแพร่ (publication bias) ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมขององค์ความรู้ในสาขาวิชานั้นๆ ไม่ครบถ้วน

ผู้ที่เข้ามาศึกษาในภายหลังอาจเข้าใจผิด คิดว่าไม่มีใครเคยทำวิจัยดังกล่าว หรือเข้าใจว่ามีแต่ผลลัพธ์เชิงบวกเท่านั้นที่เกิดขึ้น ทำให้เกิด ช่องว่างของความรู้ และ มุมมองที่บิดเบือน ต่อความเป็นจริงของการวิจัย

ผลกระทบที่กว้างขวางต่อวงการวิชาการ

ปัญหาการสูญเปล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับนักวิจัยรายบุคคลที่ต้องเผชิญกับความ ผิดหวัง บั่นทอนกำลังใจ และความรู้สึกว่าความพยายามนั้นไร้ค่าเท่านั้น

แต่ยังส่งผลเสียต่อวงการวิชาการโดยรวมอีกด้วย

การพัฒนาความรู้ เป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะข้อมูลสำคัญจำนวนมากไม่เคยถูกนำออกเผยแพร่สู่สาธารณะ

นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่ การวิจัยที่ซ้ำซ้อน โดยไม่จำเป็น

เมื่อนักวิจัยคนอื่นไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกปฏิเสธไปแล้ว จึงอาจลงมือทำวิจัยในประเด็นเดียวกันซ้ำอีกครั้ง

ทำให้สิ้นเปลือง ทรัพยากร ทั้งเงินทุน แรงงาน และเวลา ไปอย่างน่าเสียดายโดยไม่จำเป็น

เป็นการถ่วงความเจริญของ วิทยาการ และ นวัตกรรม ที่ควรจะก้าวหน้าไปได้เร็วกว่านี้

ถึงเวลาแล้วที่ต้องพิจารณาระบบการตีพิมพ์งานวิชาการใหม่ ให้คุณค่ากับ กระบวนการวิจัย และ แรงงานทางปัญญา ทั้งหมด

ไม่ว่าจะได้รับการตีพิมพ์หรือไม่

การสร้าง แพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง สำหรับการเผยแพร่ข้อมูลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์เชิงบวก เชิงลบ หรือการศึกษาซ้ำ อาจเป็นก้าวสำคัญในการลดความสูญเปล่าที่ซ่อนอยู่

และสร้าง องค์ความรู้ ที่โปร่งใสและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อให้ อนาคตของการวิจัย ก้าวหน้าไปได้อย่างแท้จริง