
คิดใหม่! ภัยไซเบอร์ยุคใหม่มาจากเอเชีย ที่ธุรกิจและภาครัฐต้องเฝ้าระวัง
โลกดิจิทัลกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านภัยคุกคามไซเบอร์ หากในอดีตหลายคนมักมุ่งความสนใจไปที่กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีจากฝั่งตะวันตก ทว่าปัจจุบัน ทวีปเอเชีย ได้ผงาดขึ้นมาเป็นศูนย์กลางแห่งพลังไซเบอร์เชิงรุกที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2026 นี้
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของแฮกเกอร์ทั่วไป แต่เป็นการรวมตัวของผู้เล่นที่มีศักยภาพสูง ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีขีดความสามารถในการโจมตีที่ซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้าง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจภูมิทัศน์ใหม่ของภัยไซเบอร์ เพื่อให้ธุรกิจและองค์กรเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที
การเกิดขึ้นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์จากเอเชีย
เดิมที หลายประเทศในเอเชียมักถูกมองว่าเป็นเป้าหมายของการโจมตีไซเบอร์มากกว่าจะเป็นผู้กระทำ แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร พวกเขาได้พัฒนาศักยภาพด้านไซเบอร์จนกลายเป็นผู้เล่นหลักที่มีอิทธิพลอย่างมาก กลุ่มเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโจมตีแบบพื้นฐาน แต่มีความเชี่ยวชาญในการสร้าง มัลแวร์ ที่ซับซ้อน การเจาะระบบที่ไม่ทิ้งร่องรอย และการใช้ วิศวกรรมสังคม ขั้นสูง
สิ่งที่น่าสนใจคือ การแบ่งแยกระหว่าง “รัฐบาล” และ “เอกชน” ในหลายกรณีก็เริ่มเลือนรางลง บางครั้งบริษัทเอกชนเหล่านี้ก็อาจได้รับการสนับสนุน หรือทำงานในนามของรัฐบาล เพื่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งทำให้การระบุแหล่งที่มาของการโจมตีทำได้ยากขึ้นไปอีก
หลากหลายรูปแบบภัยคุกคามที่ต้องจับตา
ภูมิทัศน์ของภัยไซเบอร์จากเอเชียมีความหลากหลายสูงมาก ไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว แต่มีหลายรูปแบบที่ต้องทำความเข้าใจ
กลุ่มแรกคือ กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล มักแฝงตัวในคราบของบริษัทเอกชน เป้าหมายหลักคือการเข้าถึงข้อมูลลับของประเทศคู่แข่ง การโจมตี โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา หรือการขนส่ง รวมถึงการขโมย ทรัพย์สินทางปัญญา และเทคโนโลยีทางการทหาร พวกเขามักปฏิบัติการอย่างเงียบเชียบและต่อเนื่อง
กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มรับจ้างแฮก (Hack-for-Hire) หรือที่เรียกกันว่า ทหารรับจ้างไซเบอร์ กลุ่มเหล่านี้เสนอ “บริการ” ด้านการโจมตีให้กับผู้ที่เสนอราคาดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กรธุรกิจ หรือแม้แต่กลุ่มอาชญากร เป้าหมายอาจเป็นการ จารกรรมข้อมูล การก่อกวนระบบเพื่อสร้างความเสียหาย หรือการทำลายชื่อเสียง ที่สำคัญคือพวกเขาไม่มีพันธะผูกพันทางอุดมการณ์ ทำให้การคาดเดาทิศทางการโจมตีเป็นเรื่องยาก
นอกจากนี้ ยังมี ผู้ค้าช่องโหว่ (Vulnerability Brokers) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค้นหาและขาย ช่องโหว่ Zero-Day ให้กับผู้ที่สนใจ แม้ว่าบางบริษัทจะทำงานอย่างถูกกฎหมายเพื่อช่วยปรับปรุงความปลอดภัย แต่ช่องโหว่ที่ถูกขายออกไปก็อาจตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี และถูกนำไปใช้ในการโจมตีที่ไม่สามารถป้องกันได้
สุดท้ายคือ บริษัทข่าวกรองไซเบอร์ (Cyber-Intelligence Firms) แม้ชื่อจะดูเหมือนเป็นผู้พิทักษ์ แต่บางครั้งบริษัทเหล่านี้ก็อาจมีขีดความสามารถในการรวบรวมข้อมูลและทำการโจมตีเชิงรุกแฝงอยู่ ทำให้ภาพรวมของภัยคุกคามซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ทำไมต้องให้ความสำคัญกับภัยจากเอเชีย
การตระหนักถึงการเติบโตของภัยไซเบอร์จากเอเชียไม่ใช่แค่เรื่องของการเฝ้าระวัง แต่เป็นการปรับกระบวนทัศน์ด้านความปลอดภัยทั้งหมด
ประการแรกคือ ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่ประเทศในเอเชียมีขีดความสามารถด้านไซเบอร์ที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อดุลอำนาจและกลยุทธ์ใน สงครามไซเบอร์ ระหว่างประเทศ ทำให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สะท้อนในโลกไซเบอร์มากขึ้น
ประการที่สองคือความเสี่ยงต่อ การโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา และข้อมูลธุรกิจลับสุดยอด ซึ่งอาจสร้างความเสียหายมหาศาลต่อการแข่งขันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจขององค์กร
ประการที่สามคือ การโจมตีซัพพลายเชน ผู้โจมตีสามารถเจาะเข้าไปในระบบขององค์กรขนาดใหญ่ได้ผ่านผู้จำหน่าย หรือพันธมิตรธุรกิจที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แพร่หลายและตรวจจับยาก
ท้ายที่สุด การที่กลุ่มเหล่านี้ใช้ กลยุทธ์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การผสานรวม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การเรียนรู้ของเครื่อง (ML) ในการโจมตี ยิ่งทำให้การป้องกันและการตรวจจับทำได้ยากขึ้น การทำความเข้าใจธรรมชาติของภัยคุกคามใหม่นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนป้องกันและรับมือ เพื่อให้ธุรกิจและข้อมูลปลอดภัยในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง