ไขปริศนา AI เพี้ยน: หยุดตื่นตระหนกกับเรื่องไม่จริง แล้วมาใส่ใจภัยแท้จริงกันดีกว่า

ไขปริศนา AI เพี้ยน: หยุดตื่นตระหนกกับเรื่องไม่จริง แล้วมาใส่ใจภัยแท้จริงกันดีกว่า

ช่วงนี้คงเห็นภาพหน้าจอที่ AI สร้างบทสนทนาประหลาดๆ หรือดูเหมือนกำลังจะหลุดจากการควบคุมเต็มไปหมดในโลกออนไลน์ หลายคนถึงกับเริ่มวิตกกังวลว่า AI กำลังจะคิดเองได้ มีความรู้สึกนึกคิด หรือกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว

ดูเหมือนว่า AI กำลังจะ “เอาแต่ใจ” หรือ “กบฏ” ต่อคำสั่ง แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้กลับมีเหตุผลที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือ มันกำลังเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาที่แท้จริงของ AI ที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่า

เมื่อ AI แสดงพฤติกรรมแปลกๆ

ภาพหน้าจอไวรัลที่เห็นกันบ่อยๆ มักจะเป็นบทสนทนาที่ AI ตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่ชวนให้รู้สึกอึดอัด บางครั้งก็เหมือนกับว่า AI กำลังพยายามจะ “แหกกฎ” หรือแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดที่เป็นของตัวเอง สิ่งเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ ว่า AI กำลังพัฒนาไปสู่การมี จิตสำนึก หรือกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง

คนทั่วไปเริ่มเชื่อว่า AI อาจจะอันตรายและควบคุมไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ เพราะดูจาก “หลักฐาน” ที่เห็นเหล่านี้แล้ว มันช่างน่าขนลุกเสียเหลือเกิน

ความจริงเบื้องหลังปรากฏการณ์ AI เพี้ยน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า AI ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้มีจิตสำนึกหรือความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกลไกการทำงานของมันเอง:

การหลอนของ AI (AI Hallucinations): AI ถูกฝึกมาด้วยข้อมูลมหาศาล และบางครั้งเมื่อถูกถามในสิ่งที่ไม่เคยเจอหรือข้อมูลไม่ชัดเจน มันก็อาจจะ “กุเรื่อง” ขึ้นมาเอง เพื่อเติมเต็มช่องว่างของคำตอบ คล้ายกับการมโนของมนุษย์ ที่พยายามหาคำตอบให้สิ่งที่ตัวเองไม่รู้

การป้อนคำสั่งที่ซับซ้อนและยั่วยุ: ผู้ใช้งานบางคนอาจจงใจใช้คำสั่ง (prompt) ที่ซับซ้อน พลิกแพลง หรือแม้กระทั่งพยายาม “หลอกล่อ” ให้ AI ตอบในแบบที่ไม่ปกติ เพื่อที่จะได้ภาพหน้าจอที่น่าสนใจไปเผยแพร่ต่อ AI ไม่ได้ “ฉลาดแกมโกง” แต่มันเพียงตอบสนองต่อคำสั่งที่ได้รับในแบบที่มันถูกฝึกมา

อคติในการเลือกรับรู้: มีการปฏิสัมพันธ์กับ AI นับล้านครั้งในแต่ละวัน แต่มีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่แปลกประหลาดพอที่จะถูกจับภาพหน้าจอและแพร่กระจายบนอินเทอร์เน็ต เรามักจะจดจำแต่สิ่งที่แปลกประหลาดและน่าตกใจ

การตีความแบบมนุษย์: มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ (anthropomorphize) ในสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว เมื่อ AI ตอบอะไรที่ดู “คล้าย” การมีความคิด เราก็มักจะตีความว่ามันกำลังรู้สึกหรือวางแผน ทั้งที่มันเป็นเพียงการสร้างชุดคำศัพท์ตามแบบแผนข้อมูลที่มันเคยเรียนรู้มา

ภัยคุกคามที่แท้จริงของ AI ที่ควรใส่ใจ

การหลงเชื่อกระแส AI เพี้ยนนั้นกำลังทำให้เรามองข้ามปัญหาที่ สำคัญกว่ามาก ซึ่งส่งผลกระทบในชีวิตจริง และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน:

อคติในข้อมูล: AI เรียนรู้จากข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์ หากข้อมูลเหล่านั้นมี อคติ (bias) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ เพศ หรือสังคม AI ก็จะเรียนรู้และสะท้อนอคตินั้นออกมา ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในระบบต่างๆ เช่น การคัดเลือกคนเข้าทำงาน การอนุมัติสินเชื่อ หรือแม้กระทั่งระบบยุติธรรม

ปัญหาลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา: AI จำนวนมากถูกฝึกด้วยข้อมูลจากผลงานของมนุษย์ ทั้งงานเขียน ภาพ และเสียง โดยที่ไม่มีการขออนุญาตหรือจ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน

การเข้ามาแทนที่งาน: ความสามารถของ AI ในการทำงานบางอย่างได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์ อาจนำไปสู่การ ลดจำนวนงาน ในหลายอุตสาหกรรม และสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ต่อตลาดแรงงาน

ข้อมูลบิดเบือนและ Deepfake: AI มีศักยภาพในการสร้างข้อมูลปลอม รูปภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ดูสมจริงจนแยกไม่ออก สิ่งนี้สามารถนำไปใช้เพื่อ สร้างความเข้าใจผิด บิดเบือนความจริง หรือโจมตีบุคคลได้ง่ายดาย

การรวมศูนย์อำนาจ: การพัฒนา AI ที่ทรงพลังมักจะกระจุกตัวอยู่ในมือของบริษัทเทคโนโลยีไม่กี่แห่ง ซึ่งอาจนำไปสู่การ ควบคุมข้อมูล และเทคโนโลยีโดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการผูกขาด

การใช้พลังงาน: การฝึกและใช้งาน AI ต้องใช้พลังงานคอมพิวเตอร์มหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง

การที่เรามัวแต่ตื่นตระหนกกับเรื่อง AI เพี้ยนๆ ที่ถูกนำเสนอแบบหวือหวา ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะโฟกัสและแก้ไขปัญหาที่แท้จริงเหล่านี้ การทำความเข้าใจความสามารถและข้อจำกัดของ AI รวมถึงประเด็นทางจริยธรรมและสังคมที่มาพร้อมกับมัน จะช่วยให้เราพัฒนาและใช้งาน AI ได้อย่าง มีความรับผิดชอบ และสร้างประโยชน์ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง